YouTube เป็นแพลตฟอร์มแบบครบวงจร ทั้งเป็นเครื่องมือค้นหา ช่องทางการขาย และโซเชียลมีเดีย ที่ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้ซื้อได้ แน่นอนว่าธุรกิจทุกขนาดต่างต้องการทราบวิธีการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามบน YouTube
ไม่ว่าผู้คนจะกำลังมองหาหม้อทอดไร้น้ำมันที่ดีที่สุด เรียนรู้วิธีการทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบ หรือติดตามยูทูปเบอร์ออนไลน์ยอดนิยม ใครๆ ก็หันมาใช้ YouTube เพื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่การให้ความรู้ไปจนถึงความบันเทิง แน่นอนว่าผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ ต่างกระตือรือร้นที่จะตอบสนองความต้องการ
จากมุมมองของกลยุทธ์การตลาด YouTube ครอบคลุมทุกขั้นตอนของเส้นทางการซื้อของลูกค้า ตั้งแต่การรับรู้ การพิจารณา และการเปลี่ยนเป็นลูกค้า หรือการได้มาซึ่งลูกค้า ด้วยจำนวนผู้ชมที่ใช้งานเป็นประจำทุกเดือนกว่า 2,700 ล้านคน ทำให้เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสอง (รองจาก Facebook) และยังเป็นเครื่องมือค้นหาที่ใหญ่เป็นอันดับสอง (รองจาก Google) ด้วยจำนวนการค้นหามากกว่าสามพันล้านครั้งต่อเดือน
19 วิธีเพิ่มผู้ติดตาม YouTube
- ชวนให้คนกดติดตาม
- สร้างวิดีโอที่คนอยากดูจริงๆ
- เป็นตัวของตัวเอง
- ปรับความยาววิดีโอให้เหมาะสม
- สร้างแบรนด์ช่องที่จดจำได้
- ทำตัวอย่างช่อง (Channel Trailer)
- ออกแบบภาพหน้าปกที่สะดุดตา
- ดึงความสนใจผู้ชมภายใน 10 วินาทีแรก
- จบด้วย CTA ที่ทรงพลัง
- ทำ YouTube Shorts
- ร่วมมือกับ YouTuber รายอื่น
- เกาะกระแสเทรนด์
- โปรโมทคอนเทนต์
- ปรับเพลย์ลิสต์เพื่อเพิ่มเวลาการรับชม
- รักษาความสม่ำเสมอ
- ลงทุนกับ YouTube SEO
- โชว์สินค้า
- มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม
- ใช้ YouTube Analytics เพื่อปรับกลยุทธ์
1. ชวนให้คนกดติดตาม
วิธีที่ง่ายที่สุดในการเพิ่มผู้ติดตามบน YouTube คือการชวนตรงๆ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าจะชวนอย่างไรและตอนไหน แทนที่จะพูดคำเดิมๆ อย่าง "อย่าลืมกดติดตามด้วยนะ" ตอนท้ายคลิป (ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ชมส่วนใหญ่กดออกไปแล้ว) ลองใช้เครื่องมือที่ YouTube มีให้ พร้อมจับจังหวะเวลาให้ฉลาดขึ้น เพื่อให้การชวนดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม
- เพิ่มข้อความชวนติดตามที่ชัดเจนลงในแบนเนอร์ช่องและหน้าเกี่ยวกับ (About) เพื่อบอกผู้ชมใหม่ว่าจะได้อะไรจากช่องนี้
- พูดถึงปุ่ม Subscribe ระหว่างวิดีโอในจังหวะสำคัญ (ทันทีหลังจากที่เพิ่งแชร์เคล็ดลับที่มีประโยชน์ แก้ปัญหาให้ผู้ชม หรือให้ช่วงเวลาปิ๊งไอเดีย)
- ใช้การ์ดและหน้าจอตอนจบของ YouTube เพื่อชวนติดตามโดยไม่ขัดจังหวะการรับชม
2. สร้างวิดีโอที่คนอยากดูจริงๆ
ในแต่ละนาทีมีคอนเทนต์วิดีโอถูกอัปโหลดขึ้น YouTube มากถึง 500 ชั่วโมง คำถามคืออะไรที่ทำให้ช่องและวิดีโอโดดเด่นออกมาได้? ซึ่งเรามี 2 แนวทางในการตอบคำถามนี้
ดูเทรนด์บน YouTube
อย่างแรก ใช้เวลาดูว่าทำไมผู้คนถึงเข้ามาใน YouTube คอนเทนต์แบบไหนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ผู้คนกำลังค้นหาอะไร อะไรกำลังเป็นเทรนด์บน YouTube ถึงแม้วิดีโอที่มียอดชมสูงสุดตลอดกาลทั้งหมดจะเกี่ยวกับเพลง แต่หมวดหมู่อย่างภาพยนตร์ ความบันเทิง รวมถึงสัตว์เลี้ยง ก็เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดบนแพลตฟอร์มนี้
เข้าใจสิ่งที่ผู้ชมชอบ
ต่อไปคือการทำความเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายเฉพาะของช่องกำลังมองหาอะไร ลองถามตัวเองว่ามีอะไรที่ไม่เหมือนใคร และมอบคุณค่าอะไรให้ได้บ้าง โดยยูทูปเบอร์อย่าง Adam Enfroy บอกว่า "รู้จักผู้ชมและสร้างคอนเทนต์จากสิ่งที่ผู้ชมอยากดูจริงๆ ไม่ใช่จากสิ่งที่เราคิดว่าผู้ชมอยากดู"
วิดีโอสอนแบบ How-to เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมบน YouTube ถ้าสินค้าหรือช่องเหมาะกับการให้ความรู้ และนี่คือคอนเทนต์ประเภทที่กลุ่มเป้าหมายมองหา ก็ลองทดลองทำรูปแบบนี้ดู
Batiste สร้างคอนเทนต์ที่เพิ่มคุณค่าให้ลูกค้าด้วยการทำวิดีโอสอนที่ช่วยให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากสินค้าได้อย่างเต็มที่
Friday Pattern Company ก็ใช้รูปแบบ How-to สำหรับวิดีโอสอนเย็บผ้าไปพร้อมกัน เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการใช้แพทเทิร์นของแบรนด์
3. เป็นตัวของตัวเอง
ยูทูปเบอร์อย่าง Lyn Allure บอกว่า "ถ้าเป็นตัวของตัวเอง ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้คนที่กำลังตามหาเราได้เจอเรา เท่ากับได้บ่มเพาะคอมมูนิตี้ที่อยู่เคียงข้างเราและสิ่งที่เราอยากสื่อสารอย่างแท้จริง"
แบรนด์ก็ควรมุ่งเน้นที่ความจริงใจเช่นกัน เทรนด์ผู้บริโภคสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการมีความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับแบรนด์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ "ถ้าสร้างภาพลวงตาขึ้นมา ก็ยากที่จะรักษามันไว้ได้ แถมยังสร้างคอมมูนิตี้ที่สนใจในเวอร์ชันของเราที่ไม่มีอยู่จริง" Lyn กล่าว
Charlotte Cho ผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์ Then I Met You มักปรากฏตัวในคอนเทนต์ของแบรนด์ พร้อมแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวและคำแนะนำด้านการดูแลผิว
ความจริงใจยังส่งผลโดยตรงต่อการมีส่วนร่วมและเวลาการรับชมด้วย โดยงานวิจัยพบว่า 63% ของผู้บริโภคชอบดูวิดีโอที่เข้าถึงได้ง่ายและจริงใจ เมื่อปรากฏตัวในแบบที่เป็นตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ผู้ชมก็รู้ว่าจะได้เจออะไร รู้สึกเชื่อมโยงมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะดูนานขึ้น รวมถึงคอมเมนต์ หรือกลับมาดูวิดีโอตอนต่อไป
อย่าลืมว่าผู้คนกดติดตามเพราะตัวตนของยูทูปเบอร์ ไม่ใช่ภาพลักษณ์เนี้ยบๆ ที่เปลี่ยนไปมาในแต่ละวิดีโอ
Amanda Rach Lee ผู้ก่อตั้งและยูทูปเบอร์กล่าวว่า "เราแค่ชอบดูวิดีโอ เลยคิดว่าจริงๆ เราก็ทำได้เหมือนกันนี่นา เราเริ่มทำแค่เพราะสนุก ไม่ได้คิดว่าจะมีใครมาดู จริงๆ แล้วแอบถ่ายในห้องนอน พ่อแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำ แล้วก็มีคนรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นแบบนั้น แต่ก็ทำมาเรื่อยๆ ไม่เคยหยุดเลย"
4. ปรับความยาววิดีโอให้เหมาะสม
มีไอเดียมากมายเกี่ยวกับความยาวที่เหมาะสมของวิดีโอ YouTube ถึงบางแหล่งจะบอกว่า 7 ถึง 10 นาที คือความยาวที่เหมาะที่สุด แต่จริงๆ แล้วความยาวที่ดีที่สุดคือระยะเวลาที่พอดีในการถ่ายทอดข้อมูลทั้งหมดโดยไม่ต้องยืดยาด
สำหรับวิดีโอสอนแบบเจาะลึก อาจต้องใช้เวลา 30 นาที ในขณะที่คลิปทีเซอร์สินค้าใหม่อาจมีความยาวไม่ถึง 2 นาที
วิดีโอโปรไฟล์ความยาว 13 นาทีจาก Eater นี้ เล่าเรื่องราวที่น่าสนใจด้วยการพาไปเจาะลึกเบื้องหลังร้านเบเกิลในนิวยอร์ก จังหวะการเล่าเรื่องดึงให้ผู้ชมอยากดูต่อ และทำให้ความยาวขนาดนี้คุ้มค่า
จากข้อมูลนี้ อาจลองใช้แนวทางคร่าวๆ ต่อไปนี้ได้
- เคล็ดลับสั้นๆ และการอัปเดต ไม่เกิน 10 นาที
- วิดีโอสอนและอธิบาย 10 ถึง 20 นาที ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน
- วิดีโอเล่าเรื่องหรือแนวสารคดี 10 นาทีขึ้นไป
อย่าลืมว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่กฎตายตัว ทางที่ดีคือทดลองความยาวต่างๆ แล้วดูว่าผู้ชมหลักมีพฤติกรรมอย่างไรจริงๆ ใน YouTube Analytics (โดยเฉพาะดูที่การรักษาผู้ชมและระยะเวลาการรับชมเฉลี่ย)
จังหวะการเล่าเรื่องสำคัญพอๆ กับความยาว วิดีโอกระชับ 15 นาทีที่มีจุดดึงดูดหนักแน่น โครงสร้างชัดเจน ไม่มีช่วงเงียบยืดยาด จะทำผลงานดีกว่าวิดีโอน้ำเยอะ 8 นาทีทุกครั้ง เดินเรื่องให้ต่อเนื่อง ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นทิ้ง แล้วให้เหตุผลกับผู้ชมว่าทำไมถึงควรอยู่กับเราต่อในทุกๆ ช่วงเวลา
5. สร้างแบรนด์ช่องที่จดจำได้
การสร้างแบรนด์ให้ช่องมักถูกมองข้ามในการทำการตลาดบน YouTube แต่จริงๆ แล้วมีบทบาทมากกว่าที่หลายคนคิด ช่องอาจเป็นจุดที่สองที่ผู้ชมคลิกเข้าไปดูหากชอบวิดีโอ และภาพลักษณ์แรกก็สำคัญมากจริง ๆ
องค์ประกอบของแบรนด์ อย่างไอคอนช่อง แบนเนอร์ รวมถึงคำอธิบาย ควรให้ความรู้สึกที่กลมกลืนกันและสื่อได้ทันทีว่าช่องนี้เกี่ยวกับอะไร อย่าลืมใช้สิ่งเหล่านี้ให้สอดคล้องกัน
- สี
- ฟอนต์
- โทน
ความสอดคล้องกันนี้ควรส่งต่อไปยังภาพหน้าปกด้วย ผู้ชมควรจะสังเกตเห็นว่าวิดีโอไหนเป็นของเราได้โดยไม่ต้องอ่านชื่อคลิป
ถ้าเป็นตัวแทนหน้าตาของแบรนด์ การนำเสนอตัวตนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบภาพนี้ด้วย ทั้งการแต่งตัว พลังงานหน้ากล้อง รวมถึงพื้นที่ที่ใช้ถ่ายทำ ล้วนส่งสัญญาณบางอย่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นฉากที่จัดเนี้ยบหรือบรรยากาศตามธรรมชาติ ความสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญ เสื้อผ้า พื้นหลัง รวมถึงแสงไฟ ควรสนับสนุนเรื่องราวเดียวกันกับที่แบรนด์เล่าในทุก ๆ ที่
"ยูทูปเบอร์ส่วนใหญ่แทบไม่ได้ใส่ใจกับเสื้อผ้าที่ใส่หรือพื้นหลังตอนถ่ายทำเลย ซึ่งเป็นโอกาสที่พลาดไปอย่างมหาศาล!" ยูทูปเบอร์ Joseph Hogue อธิบายว่า "ผู้คนจะจับสัญญาณของแบรนด์เหล่านี้ได้ แล้วรู้สึกผูกพันกับเรา"
สามารถตอกย้ำแบรนด์ภายในตัววิดีโอเองได้ด้วย องค์ประกอบง่ายๆ ที่ทำซ้ำได้ (เช่น อินโทรสั้นๆ เอาต์โทรที่ใช้ประจำ หรือสไตล์กราฟิกไม่กี่แบบ) ช่วยทำให้คอนเทนต์รู้สึกคุ้นเคยและจดจำได้เมื่อเวลาผ่านไป
ในวิดีโอนี้จาก Marikuna Studio องค์ประกอบอย่างพื้นผิวกระดาษกริดและฟอนต์ที่ใช้ร่วมกัน สร้างเส้นสายภาพที่เชื่อมโยงกัน ช่วยให้ผู้ชมจำช่องได้ทันที
องค์ประกอบเหล่านั้นยังปรากฏในอาร์ตเวิร์กของช่องและภาพหน้าปกวิดีโออื่นๆ ของ Marikuna Studio ด้วย
ภาพหน้าปก YouTube ของ Marikuna Studio มีภาพของ Mari พร้อมชื่อวิดีโอที่สั้นกระชับ
ในการปรับแต่งอาร์ตเวิร์กและรายละเอียดของช่อง ให้ไปที่ Settings แล้วคลิก Customization นี่คือที่ที่จะอัปโหลดอาร์ตเวิร์ก เลือกชื่อและแฮนเดิล รวมถึงเพิ่มประวัติได้
6. ทำตัวอย่างช่อง (Channel Trailer)
เมื่อเริ่มทำช่อง YouTube แล้ว ให้สร้างวิดีโอทีเซอร์ (หรือตัวอย่างช่อง) เพื่อโปรโมท หลายช่อง YouTube แสดงตัวอย่างช่องนี้ไว้ที่ด้านบนสุดของหน้าเพจ และจะเล่นอัตโนมัติเมื่อผู้ชมเข้ามาที่หน้าช่อง
ตัวอย่างช่องที่ดีจะแนะนำแบรนด์ให้ผู้ชมได้รู้จัก คล้ายกับตัวอย่างภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉาย ใช้พื้นที่นี้เล่าเรื่องราวของแบรนด์ แนะนำสินค้าให้ผู้ชมใหม่ รวมถึงกำหนดโทนว่าผู้ชมจะได้เจออะไรจากช่อง
สามารถถ่ายคอนเทนต์ใหม่หรือนำคลิปที่มีอยู่มาต่อกันได้ ไม่ว่าจะทางไหน ให้ถือว่าวิดีโอนี้คือโอกาสในการสร้างความประทับใจแรกให้กับแบรนด์
ตัวอย่างช่องที่ดีที่สุดมักมีสิ่งเหล่านี้ร่วมกัน
- สั้นและตรงประเด็น ตัวอย่างช่องที่ดีส่วนใหญ่มีความยาวระหว่าง 30 ถึง 60 วินาที นานพอที่จะอธิบายคุณค่าได้ แต่สั้นพอที่จะดึงความสนใจไว้
- ดึงดูดตั้งแต่แรก ในช่วง 5 ถึง 10 วินาทีแรก บอกให้ชัดว่าช่องนี้ทำมาเพื่อใครและช่วยแก้ปัญหาอะไร
- โชว์คอนเทนต์ ไม่ใช่แค่พูดถึง คลิปสั้นๆ ภาพบันทึกหน้าจอ หรือตัวอย่างจากวิดีโอจริง ช่วยให้ผู้ชมรู้ว่าจะได้อะไรถ้ากดติดตาม
- ให้ความรู้สึกเป็นมนุษย์และจริงใจ โทนควรมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าวิดีโอจะโชว์หน้าผู้ก่อตั้งหรือใช้เสียงพากย์ก็ตาม
- สื่อสารตรงถึงผู้ชมในอุดมคติ ตัวอย่างช่องที่ดีช่วยให้ผู้คนคัดกรองตัวเองได้ โดยแสดงให้เห็นว่าเป็นกลุ่มเป้าหมาย
- มี Call to Action ที่ชัดเจน บอกให้ผู้ชมรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ (เช่น "กดติดตามเพื่อดูเคล็ดลับเกี่ยวกับ X ทุกสัปดาห์")
- สอดคล้องกับแบรนด์โดยรวมของช่อง ทั้งภาพ เพลง จังหวะ รวมถึงโทน ต้องไปในทางเดียวกันกับส่วนอื่นๆ ของช่อง
Get Kids Moving คือช่อง YouTube ที่นำเสนอคอนเทนต์ออกกำลังกายสำหรับเด็ก ตัวอย่างช่องนี้ใช้เพื่อแนะนำจุดประสงค์ของช่องให้ผู้ปกครองได้รู้จัก
ถ้าเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ตัวอย่างช่องก็เป็นโอกาสในการแบ่งปันคุณค่าของแบรนด์หรือเน้นย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนได้เช่นกัน นี่คือสิ่งที่ Simple Modern บริษัทผลิตภาชนะใส่เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคทำในช่องของตัวเอง
💡 เคล็ดลับ ใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี เพื่อสร้างวิดีโอที่น่าสนใจและดึงดูดผู้ติดตาม
7. ออกแบบภาพหน้าปกที่สะดุดตา
ไม่ว่าคอนเทนต์จะปรากฏในโฆษณา YouTube หรือในผลการค้นหาบน Google หรือ YouTube ก็อาจหายไปในกองคอนเทนต์ได้ถ้าภาพหน้าปกไม่สะดุดตาผู้ใช้ หลายช่องยอดนิยมใช้ทั้งข้อความ กราฟิก รวมถึงใบหน้าคน ผสมกันเพื่อเป็น "ภาพหน้าปก" ให้กับวิดีโอ วิธีที่จะใช้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทวิดีโอและสิ่งที่ผู้ชมชอบ
Toni Lipsey จากช่อง TL Yarn Crafts ใช้โทนสีที่สม่ำเสมอและภาพใบหน้าของตัวเองในภาพหน้าปก นอกจากนี้ยังเน้นรายละเอียดสำคัญที่อาจมีความหมายกับคนที่กำลังมองหาวิดีโอแบบนี้ เช่น "15 นาที" สำหรับวิดีโอสอนงานฝีมือ และ "$180??!!" บนวิดีโอรีวิว
สร้างภาพหน้าปก YouTube ของตัวเอง
ถึงแม้ YouTube จะให้เลือกเฟรมจากวิดีโอมาเป็นภาพหน้าปกได้ แต่การออกแบบเองมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเสมอ (90% ของวิดีโอที่มียอดคนดูดีที่สุดใช้ภาพหน้าปกที่ออกแบบเอง) และยังช่วยเพิ่มอัตราการคลิกผ่าน (CTR) บน YouTube ได้ด้วย
Google ให้เคล็ดลับดีๆ ในการสร้างภาพหน้าปกที่โดดเด่นและน่าคลิกไว้ดังนี้
- แสดงให้เห็นว่าวิดีโอทำมาเพื่อใคร ภาพหน้าปกที่เจาะกลุ่มผู้ติดตามอาจแสดงใบหน้าหรือธีมที่คุ้นเคย ส่วนภาพสำหรับผู้ชมทั่วไปควรเน้นการกระทำหรืออารมณ์ที่ทุกคนเข้าใจได้ชัดเจน
- ใช้ภาพจุดโฟกัสที่ชัดเจน ภาพถ่ายที่มีใบหน้าระยะใกล้ อารมณ์ที่ชัดเจน หรือช่วงเวลาน่าสนใจ ช่วยดึงความสนใจได้อย่างรวดเร็ว
- ใช้หลักการจัดองค์ประกอบพื้นฐาน เทคนิคอย่างกฎสามส่วนช่วยสร้างภาพที่น่าสนใจในเชิงสายตามากขึ้น
- ใส่ข้อความที่อ่านง่ายเมื่อจำเป็น ถ้าใส่คำ ให้เลือกฟอนต์ตัวใหญ่ที่อ่านง่าย ซึ่งช่วยตอกย้ำสารของวิดีโอโดยไม่ทำให้ภาพหน้าปกดูรก
- เรียบง่ายเข้าไว้ รายละเอียดที่เยอะเกินไปหรือองค์ประกอบเล็ก ๆ จะมองไม่เห็น โดยเฉพาะบนมือถือ
- ทำให้ใหญ่และคุณภาพสูง ขนาดภาพหน้าปกที่ออกแบบเองควรมีขนาดใหญ่และคมชัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ดูดีทั้งบนหน้าจอมือถือเล็กๆ และจอที่ใหญ่กว่า
- อัปเดตภาพหน้าปกเก่า สไตล์ที่ต่างกันอาจให้ผลดีกว่าเมื่อเวลาผ่านไป อย่ากลัวที่จะอัปเดตวิดีโอเก่าด้วยดีไซน์ภาพหน้าปกใหม่
งานวิจัยล่าสุดยังพบว่าอารมณ์ที่หนักแน่นในภาพหน้าปก (ไม่ว่าจะเชิงบวกหรือเชิงลบ) นำไปสู่ยอดชมที่มากขึ้น และ "ตัวบ่งชี้" อารมณ์ต่าง ๆ อย่างเครื่องหมายวรรคตอน ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด รวมถึงอีโมจิ ล้วนช่วยเพิ่มการคลิกได้
💡 เคล็ดลับ ใช้เครื่องมือออกแบบฟรีอย่าง Canva เพื่อสร้างภาพหน้าปก YouTube ที่ออกแบบเองสำหรับแต่ละวิดีโอ
8. ดึงความสนใจผู้ชมภายใน 10 วินาทีแรก
วิดีโอ YouTube ต้องแข่งขันกับสิ่งรบกวนมากมาย ตั้งแต่คอนเทนต์ของคู่แข่งไปจนถึงโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการดึงความสนใจผู้ชมได้ทันทีจึงสำคัญมาก "ไม่ว่าวิดีโอ YouTube จะยาวแค่ไหน ให้ดึงความสนใจผู้ชมให้ได้ภายใน 10 วินาทีแรก" Monte Deere CEO ของแบรนด์รองเท้า Kizik กล่าว
การรักษาผู้ชมได้ดีตั้งแต่ต้นเป็นการบอก YouTube ว่าผู้ชมเห็นว่าวิดีโอนี้น่าดู และเพิ่มโอกาสที่ YouTube จะแนะนำวิดีโอไปยังผู้คนมากขึ้น ถ้าผู้ชมลังเล กรอกลับ หรือกดออกในไม่กี่วินาทีแรก YouTube จะตีความว่าวิดีโอไม่ได้ให้สิ่งที่ต้องการ
วิธีดึงความสนใจขึ้นอยู่กับแบรนด์และสิ่งที่ผู้ชมชอบ บางช่องเลือกที่จะเผยตอนสำคัญไว้ล่วงหน้า (เช่น คอนเทนต์ DIY แบบก่อนและหลัง) หรือเริ่มด้วยมุกตลกหรือช่วงเวลาขำๆ ไม่ว่าจะเลือกแนวไหน ให้จุดประกายความอยากรู้และให้เหตุผลกับผู้ชมว่าทำไมถึงควรอยู่ต่อ
วิธีดึงดูดผู้ชมขึ้นอยู่กับแบรนด์และผู้ชม ยูทูปเบอร์บางคนโชว์ผลลัพธ์ไว้ก่อน (นึกถึงการเผยภาพก่อนและหลัง) ในขณะที่บางคนกระโดดเข้าสู่คำพูดที่ดึงดูด ความเซอร์ไพรส์ด้านภาพ หรือผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันที
ต่อไปนี้คือสไตล์การดึงดูดสองสามแบบที่ใช้ได้กับทุกรูปแบบ
- เผยผลลัพธ์ก่อน "เมื่อดูวิดีโอนี้จนจบ จะรู้เลยว่าทำไมภาพหน้าปกถึงไม่มีคนคลิก"
- สร้างช่องว่างความอยากรู้ "ฉันไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้กำลังทำลายเวลาการรับชม จนกระทั่งอาทิตย์ที่แล้ว"
- เผยภาพให้อยากรู้ โชว์ผลลัพธ์สุดท้ายก่อนอธิบายว่าทำได้อย่างไร
- ชี้ปัญหาตรง ๆ "นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนคลิกดูวิดีโอแต่ไม่กดติดตาม"
- ช่วงเวลาที่คาดไม่ถึง มุกตลกสั้นๆ การหักมุม หรือคลิปเซอร์ไพรส์ที่ให้ความรู้สึกเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ตามสคริปต์
ยูทํปเบอร์ Rachel Maksy ดึงความสนใจในวิดีโอด้วยบุคลิกที่แปลกไม่ซ้ำใคร เพลงกลิ่นอายวินเทจ รวมถึงการแอบเผยภาพ "เบื้องหลัง" ของโปรเจกต์ DIY
9. จบด้วย CTA ที่ทรงพลัง
อยากให้ผู้ชมทำอะไรเมื่อดูวิดีโอจบ ให้ใช้ Call to Action (CTA) บนหน้าจอตอนจบ ซึ่งอาจทำได้หลายอย่าง เช่น
- ดูวิดีโออื่นๆ เพิ่มเติม
- ไปดูคอนเทนต์ในช่องทางอื่น อย่างพอดแคสต์
- เข้าชมร้านค้าออนไลน์
- กดติดตามช่อง
- กดถูกใจหรือแสดงความคิดเห็นในวิดีโอ
- เข้าร่วมกิจกรรมชิงรางวัล
ไม่ว่าจะตัดสินใจให้ผู้ชมทำอะไรตอนจบวิดีโอ ก็ควรทำให้ชัดเจนและมีจุดประสงค์ หน้าจอตอนจบทำงานได้ดีที่สุดเมื่อจับคู่ CTA แบบพูด (สิ่งที่พูด) กับ CTA แบบภาพ (สิ่งที่ปรากฏบนจอ) เพื่อให้ผู้ชมทั้งได้ยินและเห็นในเวลาเดียวกัน
ทำ CTA แบบพูดให้เรียบง่ายและเจาะจง แทนที่จะลิสต์ทุกอย่าง ให้โฟกัสที่การกระทำหลักอย่างเดียว และวางกรอบรอบ ๆ คุณค่า
- "กดติดตามเพื่อรับชมคลิปออกกำลังกายแบบนี้ทุกสัปดาห์"
- "คลิกที่นี่เพื่อดูวิดีโอถัดไปและสร้างกิจวัตรนี้ต่อ"
ในเชิงภาพ ให้ใช้องค์ประกอบหน้าจอตอนจบของ YouTube เพื่อนำสายตา วางปุ่มไว้ในตำแหน่งที่สังเกตเห็นได้ง่าย เว้นพื้นที่ว่างให้พอเพื่อไม่ให้ดูอึดอัด รวมถึงให้เวลาผู้ชมสักครู่ในการตอบสนอง
คู่หูฟิตเนส Juice & Toya ใช้ตอนจบของวิดีโอให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย CTA หลายแบบ มอบวิธีเชื่อมต่อกับแบรนด์ให้ผู้ชมหลายทาง ทั้งกดติดตาม ดาวน์โหลดแอป รวมถึงดูวิดีโอเพิ่มเติม
วิดีโอของ Juice & Toya มี CTA หรือช่องทางในการมีส่วนร่วมกับแบรนด์หลายรูปแบบ
10. ทำ YouTube Shorts
YouTube Shorts เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการทำให้คนค้นพบช่อง คล้ายกับวิดีโอแนวตั้งสั้นๆ ที่ TikTok ทำให้เป็นที่นิยม และถูกออกแบบมาเพื่อการรับชมที่รวดเร็วโดยเน้นมือถือเป็นหลัก
Shorts สร้างยอดชมมากกว่า 2 แสนล้านครั้งต่อวัน ทำให้เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมใหม่ที่ไม่เคยเห็นช่องมาก่อน
Shorts มีประสิทธิภาพมากเมื่อใช้เพื่อสนับสนุนคอนเทนต์รูปแบบยาว ดึงจุดดึงดูดที่หนักแน่น ข้อมูลเชิงลึกที่น่าประหลาดใจ เคล็ดลับสั้นๆ หรือช่วงเวลาก่อนและหลังที่น่าพอใจจากวิดีโอยาว มาทำเป็น Shorts
ด้วยเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ที่ YouTube มีให้ สามารถบันทึก ตัดต่อ รวมถึงเพิ่มเพลง ข้อความ และเอฟเฟกต์ได้อย่างรวดเร็วในแอปโดยตรง ซึ่งทำให้การนำวิดีโอมาใช้ใหม่นั้นป็นเรื่องง่ายมาก
💡 เคล็ดลับ การสร้างรายได้จาก YouTube Shorts เงื่อนไขและค่าตอบแทน
"การใช้ Shorts เพื่อดันวิดีโอรูปแบบยาวจะช่วยโปรโมทคอนเทนต์ให้ไปได้ไกลขึ้นอีกนิด" Luke Tew หัวหน้าฝ่ายสื่อดิจิทัลที่ Maverrik กล่าว Shorts ทำหน้าที่เหมือนการชิมรสชาติของช่อง ให้ผู้ชมได้ลองชิมสิ่งที่มีให้แบบคำเล็กๆ อย่างรวดเร็ว "เมื่อผู้คนสนใจสิ่งที่เห็นใน Shorts ก็จะดูวิดีโอรูปแบบยาวแล้วกดติดตาม" เขากล่าว
11. ร่วมมือกับ YouTuber รายอื่น
การร่วมมือกันเป็นข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างยูทูปเบอร์และแบรนด์ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงและแม้แต่จำนวนผู้ติดตามให้ทั้งสองฝ่าย การเลือกพาร์ทเนอร์ในการร่วมมือเป็นเรื่องสำคัญ ความร่วมมือควรเข้ากับผู้ชม และควรนำเสนอคอนเทนต์หรือสินค้าประเภทที่เข้ากันกับของเรา
ในการเลือกพาร์ทเนอร์ ให้มองหายูทูปเบอร์หรือแบรนด์ที่มีขนาดผู้ชมใกล้เคียงกัน มีคอนเทนต์ที่ส่งเสริมกัน (ไม่ใช่แข่งกัน) รวมถึงมีคอมมูนิตี้ที่มีส่วนร่วม
Mehdi Farsi ผู้ร่วมก่อตั้ง State Bicycle Company มีคำแนะนำดีๆ ไว้ว่า "หาคนที่อยู่ในช่วงเดียวกับเรา มีฐานลูกค้าที่คล้ายกัน และเป็นคนที่เราไม่ได้แข่งด้วย แต่เป็นคนที่เราช่วยเสริมกัน แล้วสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ผมคิดว่านี่คือวิธีที่จะประสบความสำเร็จที่สุด"
ไอเดียยอดนิยมสำหรับการร่วมมือบน YouTube ได้แก่
- เชิญผู้ร่วมงานมาเป็นแขกรับเชิญพิธีกร
- รับเชิญให้ไปปรากฏตัวในช่องของยูทูปเบอร์คนอื่น
- ร่วมกันจัด AMA หรืออีเวนต์เสมือนจริงแบบสดกับช่องอื่น ๆ
- โปรโมทสินค้าที่ร่วมสร้างแบรนด์ด้วยกัน หรือแคมเปญการตลาด
- ประกาศกิจกรรมชิงรางวัลหรือแจกของ พร้อมรางวัลจากทั้งสองแบรนด์
- ขอให้ยูทูปเบอร์ยอดนิยมรีวิวสินค้าเพื่อแลกกับลิงก์ Affiliate
บุคคลในวงการทีวีและศิษย์เก่าจากรายการ RuPaul's Drag Race อย่าง Trixie Mattel ใช้ดราม่าเพื่อสร้างความสนใจในคอนเทนต์ที่ร่วมสร้างกับแดร็กควีนด้วยกันอย่าง Kim Chi ความร่วมมือนี้มีคุณค่ากับยูทูปเบอร์ทั้งสองคน เพราะได้เข้าถึงผู้ชมใหม่ที่คล้ายกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละฝ่าย
12. เกาะกระแสเทรนด์
ในฐานะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดด้วยวิดีโอ ลองสร้างคอนเทนต์ตามเทรนด์ปัจจุบัน แต่ต้องเลือกให้ดี วิธีที่ง่ายที่สุดในการจับเทรนด์ตั้งแต่เนิ่นๆ คือคอยสังเกตว่าอะไรที่โผล่มาเรื่อยๆ ในฟีด For You แท็บ Trending ของ YouTube ใน Shorts รวมถึงในคอมเมนต์ของเราเอง
แต่ก่อนที่จะเข้าร่วม ให้ถามตัวเองว่าเทรนด์นั้นเข้ากับแบรนด์หรือเปล่า ถ้ามันบังคับให้ต้องใช้น้ำเสียงหรือรูปแบบที่ไม่เข้ากับแบรนด์ ไม่ต้องเข้าร่วมก็ได้
การจับจังหวะโพสต์เหล่านี้ให้ถูกต้องช่วยให้เข้าถึงคนที่อาจไม่เคยคิดจะดูวิดีโอ YouTube ของเรามาก่อน เทรนด์เหล่านี้เป็นคอนเทนต์สำหรับ Shorts ที่ยอดเยี่ยม เพราะสามารถตอบสนองต่อกระแสได้ทันทีที่เกิดขึ้น ด้วยรูปแบบวิดีโอที่ใช้แรงน้อยกว่า
วิธีหาเทรนด์บน YouTube
ในการหาเทรนด์ ให้ติดตามบัญชีและสื่อที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเฉพาะหรือวงการของตัวเอง คอยสังเกตว่าผู้ติดตามและกลุ่มเป้าหมายกำลังแชร์ กดถูกใจ รวมถึงสร้างอะไรอยู่ แท็บ Trending ของ YouTube ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหัวข้อ ช่อง รวมถึงคอนเทนต์ที่กำลังได้รับความสนใจในแต่ละช่วงเวลาได้ Google Trends ก็สามารถกรองสำหรับการค้นหาบน YouTube ได้เช่นกัน
เมื่อเจอหัวข้อที่กำลังเป็นเทรนด์ (เช่น "Grimace shake" "แต่งตาสีพาสเทล" หรือ "การออกกำลังกายพิลาทิสกับผนัง") ให้ค้นหาบน YouTube เพื่อดูว่าคอนเทนต์ประเภทไหนที่มียอดชมมากที่สุด สิ่งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างวิดีโอของตัวเองที่คนอยากดูจริง ๆ
13. โปรโมทคอนเทนต์
ผู้ชมอาจต้องดูวิดีโอ YouTube สักสองสามคลิปก่อนจะกลายมาเป็นผู้ติดตาม กระตุ้นให้ดูวิดีโออื่นๆ เพิ่มเติมด้วยการโปรโมทคอนเทนต์แบบข้ามช่องทาง แม้จะทำผ่านโฆษณาได้ แต่ก็มีอีกหลายวิธีในการโปรโมทวิดีโอและเพิ่มผู้ติดตาม YouTube โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
นี่เป็นไอเดียที่ทำตามได้
- อีเมล ลิงก์ไปยังวิดีโอสักคลิปหนึ่ง อธิบายว่าทำไมถึงควรดู รวมถึงเผยผลลัพธ์ให้พออยากรู้ นอกจากนี้ยังฝังภาพหน้าปกเป็นตัวกระตุ้นทางสายตาได้ด้วย
- Instagram โพสต์คลิปสั้นๆ หรือแบบเลื่อนดูหลายภาพ (Carousel) ที่เน้นไอเดียหนึ่งจากวิดีโอ ใช้ Reels เพื่อการเข้าถึง Stories เพื่อการเตือนความจำ รวมถึงชี้ผู้คนไปยังวิดีโอเต็มด้วย CTA ที่ชัดเจน
- TikTok นำจุดดึงดูดที่หนักแน่นและปฏิกิริยาจากวิดีโอมาใช้ใหม่ ทำให้กระชับ ใส่คำบรรยาย รวมถึงวางกรอบให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่เข้าใจได้ในตัว แล้วชี้ผู้ชมไปยัง YouTube เพื่อดูเนื้อหาเต็ม
- X ดึงบทสรุปที่คมคาย สถิติ หรือความคิดเห็นจากวิดีโอออกมา ถ้าจำเป็นก็ทำเป็นเธรด แล้วลิงก์ไปยังวิดีโอเพื่อเป็นการเจาะลึกสำหรับคนที่อยากรู้บริบทเพิ่มเติม
- บล็อก ฝังวิดีโอในโพสต์ที่เกี่ยวข้อง สิ่งนี้ช่วยให้ผู้อ่านอยู่ในหน้านั้นนานขึ้น รวมถึงแนะนำคอนเทนต์ YouTube อย่างเป็นธรรมชาติ
ในวิดีโอ YouTube ของ Katie Carson เธอมักชี้ไปยังวิดีโออื่นๆ ในช่องเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมอยู่ต่อ
💡 เคล็ดลับ คอมมูนิตี้เฉพาะกลุ่มบน Reddit, Facebook, ฟอรัม รวมถึงที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ชมของวิดีโอ เป็นที่ที่เหมาะกับการดึงดูดผู้ติดตาม YouTube เพิ่มเติม
14. ปรับเพลย์ลิสต์เพื่อเพิ่มเวลาการรับชม
สิ่งที่ YouTube ให้ความสำคัญมากที่สุดคือเวลาการรับชม หรือระยะเวลาที่ผู้ชมอยู่บนแพลตฟอร์มหลังจากคลิกดูคอนเทนต์ ยิ่งมีคนดูวิดีโอจากช่องของเราต่อกันหลายคลิป YouTube ก็ยิ่งมีแนวโน้มมองว่าคอนเทนต์ดี (และแนะนำวิดีโอนั้นต่อไป)
นี่คือจุดที่เพลย์ลิสต์เข้ามามีบทบาท โดยเพลย์ลิสต์ช่วยให้ผู้ชมดูต่อได้ง่ายโดยแทบไม่ต้องทำอะไรมาก ซึ่งเพิ่มเวลาการรับชมและโอกาสที่ผู้ชมจะกดติดตาม
ในการจัดโครงสร้างเพลย์ลิสต์
- จัดกลุ่มวิดีโอตามเส้นทางการเรียนรู้ เริ่มด้วยวิดีโอ "เริ่มตรงนี้" แล้วต่อด้วย "ขั้นตอนถัดไป" รวมถึง "ระดับสูง"
- จัดลำดับวิดีโอในแบบที่เข้าใจง่าย วางวิดีโอที่มีจุดดึงดูดหนักแน่นที่สุดไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ต่อยอดอย่างมีเหตุผล เพื่อให้กลมกลืนและเรียงตามลำดับ
- ทำเพลย์ลิสต์ให้มีจุดโฟกัส เพลย์ลิสต์ที่สั้นและมีธีมชัดเจนทำผลงานได้ดีกว่ากองที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน
- ตั้งชื่อเพลย์ลิสต์ให้ชัดเจน ชื่อควรบอกผู้ชมได้ชัดเจนว่าจะได้เรียนรู้หรือได้อะไร
ซีรีส์หลายตอนใช้ได้ดีเป็นพิเศษในกรณีนี้ โดย Rachel Reid ผู้เป็น CEO ของ Subtl Beauty ใช้คอนเทนต์แบบตอนต่อตอนเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมกลับมาดูวิดีโอถัดไป โดยเธอกล่าวว่า
"เมื่อพยายามเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้ติดตาม หนึ่งในวิธีที่ฉลาดคือสร้างซีรีส์หลายตอนที่น่าสนใจ โดยทยอยโพสต์ไปเรื่อยๆ ผู้ชมที่มีแรงจูงใจจะมีแนวโน้มกดติดตามมากขึ้น เพื่อไม่ให้พลาดวิดีโอตอนต่อไป"
ส่วน Fresh Beauty ก็ใช้เพลย์ลิสต์นำผู้ชมผ่านรีวิว วิดีโอสอน รวมถึงกิจวัตรต่างๆ ช่วยให้ว่าที่ลูกค้าเจอสิ่งที่ต้องการ พร้อมยืดเวลาการรับชมออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
Fresh Beauty ใช้เพลย์ลิสต์เพื่อดึงผู้ชมเข้าสู่เส้นทางของคอนเทนต์
15. รักษาความสม่ำเสมอ
กุญแจสำคัญในการสร้างช่อง YouTube ให้ประสบความสำเร็จคือความสม่ำเสมอ
โดยสามารถสร้างความสม่ำเสมอได้หลายทาง ทั้งการสร้างแบรนด์ คุณภาพวิดีโอ โทนสี แสง หัวข้อเนื้อหา เพลย์ลิสต์หรือซีรีส์ รวมถึงความถี่ในการโพสต์ เมื่อเวลาผ่านไป ความสม่ำเสมอนี้ช่วยให้ YouTube เข้าใจว่าคอนเทนต์ทำมาเพื่อใคร และสร้างความไว้ใจในเชิงอัลกอริทึมว่าวิดีโอเหมาะกับผู้ชมประเภทเดียวกัน
คำว่า “ช่องนี้เกี่ยวกับอะไร” ถึงแม้อาจมีความหลงใหลหลายด้าน แต่ถ้ากำลังสร้างช่อง YouTube เกี่ยวกับงานไม้ แล้วจู่ๆ แชร์คอนเทนต์ทำอาหาร ก็อาจทำให้ผู้ชมและผู้ติดตามรู้สึกห่างเหินได้
การเจาะจงหัวข้อและผู้ชมของช่องช่วยกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน เมื่อผู้ชมรู้ว่าจะได้อะไรจากช่อง ก็มีแนวโน้มจะดูนานขึ้น กลับมาอีก รวมถึงกดติดตาม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณที่อัลกอริทึมของ YouTubeใช้ในการตัดสินว่าจะแนะนำคอนเทนต์เมื่อไรและที่ไหน
การโพสต์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะตามตารางเวลา เป็นอีกวิธีในการเพิ่มผู้ติดตาม YouTube เพราะฝึกทั้งผู้ชมและอัลกอริทึมให้คาดหวังคอนเทนต์ใหม่จากเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องถ่ายทำทุกสัปดาห์ ในพอดแคสต์ The Bald and the Beautiful พิธีกรอย่าง Trixie Mattel กล่าวว่า "สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากช่อง YouTube คือ เก็บ[คอนเทนต์]ไว้ตอนที่อารมณ์มา แบบนั้นถ้ามีสัปดาห์ที่ไม่พร้อม ก็จะรู้สึกว่า 'ดีนะที่ยังมีของอยู่'"
Justine Leconte ผู้ก่อตั้งและดีไซเนอร์แฟชั่นที่ Justine Leconte สร้างนิสัยการโพสต์อย่างสม่ำเสมอ "หลังจากผ่านไป 2-3 เดือน เราเริ่มอัปโหลดทุกสัปดาห์ในวันอาทิตย์ และทำวิดีโอในวันเสาร์ ทั้งเขียนบท ถ่าย ตัดต่อ แล้วอัปโหลดในวันอาทิตย์"
💡 เคล็ดลับ ถ้ามีบัญชียูทูปเบอร์ที่ไม่ได้เน้นหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ให้หาความสม่ำเสมอจากที่อื่นแทน อย่างรูปแบบ จังหวะ หรือการปรากฏตัวหน้ากล้อง เพื่อให้ผู้ชมยังรู้ว่าจะเจออะไรเมื่อกดเข้ามา
16. ลงทุนกับ YouTube SEO
เพราะ YouTube เป็นเสิร์ชเอนจินที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสอง ผู้ใช้จึงเห็นผลลัพธ์วิดีโอ YouTube ในการค้นหาบน Google สิ่งนี้ทำให้แพลตฟอร์มนี้เหมาะกับแบรนด์ที่ขายสินค้า
ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพหรือกำลังเริ่มช่อง YouTube ใหม่ การปรากฏในผลการค้นหาคือกุญแจสำคัญในการเพิ่มผู้ติดตาม มีขั้นตอนไม่กี่อย่างในการปรับคอนเทนต์ให้เหมาะกับการค้นหา
ปรับปรุงชื่อวิดีโอ
เริ่มด้วยคีย์เวิร์ดหรือวลีหลักที่ชัดเจนหนึ่งคำ ซึ่งเป็นคำที่คนจะพิมพ์ค้นหา วางไว้ใกล้จุดเริ่มต้นของชื่อให้มากที่สุด แล้วค่อยเพิ่มบริบทตามหลัง
ตัวอย่างเช่น "วิธีแต่งอายไลเนอร์ปีกนกสำหรับตาชั้นเดียว" แทนที่จะเป็นคำที่คลุมเครือหรือเล่นคำ
ก่อนโพสต์ ให้ตรวจสอบเจตนาการค้นหาให้ดี ผู้คนกำลังมองหาวิดีโอสอนแบบทีละขั้น รีวิวสินค้า หรือเคล็ดลับสั้นๆ ชื่อวิดีโอควรตรงกับเจตนานั้น และคอนเทนต์ควรตอบโจทย์นั้นได้อย่างเต็มที่
เครื่องมือคีย์เวิร์ดเป็นสิ่งที่ช่วยได้ แต่เราก็เรียนรู้อะไรได้มากมายจากการพิมพ์หัวข้อลงใน YouTube แล้วดูว่าอะไรติดอันดับอยู่แล้ว ผลการค้นหานี้จะแสดงหัวข้อที่ผู้คนกำลังค้นหาเกี่ยวกับอายไลเนอร์ปีกนก
สังเกตคำที่แตกต่างกันของคำว่า "อายไลเนอร์ปีกนก" แล้วนำคำที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหรือวลีมาใช้เป็นคีย์เวิร์ดหรือวลีรอง
ปรับคำอธิบายวิดีโอให้เหมาะสม
คำอธิบายจะให้บริบทเพิ่มเติมกับ YouTube และ Google ต้องมี 1-2 ประโยคแรกในการอธิบายให้ชัดเจนว่าวิดีโอพูดถึงเรื่องอะไร โดยพูดถึงคีย์เวิร์ดหลักซ้ำอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นขยายด้วยคำที่เกี่ยวข้อง คำที่แตกต่างกัน รวมถึงไทม์สแตมป์ถ้าเกี่ยวข้อง
กฎง่ายๆ คือ เขียนคำอธิบายเหมือนกำลังอธิบายวิดีโอให้คนฟัง แล้วดูให้แน่ใจว่าคีย์เวิร์ดปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ วิดีโอที่ตรงกับเจตนาการค้นหาอย่างชัดเจนมักได้อัตราการคลิกผ่านที่สูงกว่า เวลาการรับชมที่นานกว่า รวมถึงอันดับที่ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
การใช้คีย์เวิร์ดมากเกินไปหรือซ้ำอย่างไม่เป็นธรรมชาติเรียกว่า "การยัดคีย์เวิร์ด" (Stuffing) ซึ่งเสิร์ชเอนจินอาจทำให้มองเห็นคอนเทนต์น้อยลงได้
ติดแท็กวิดีโอด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องและได้รับความนิยม
แท็กยังช่วยชี้ให้เห็นชัดว่าวิดีโอเกี่ยวกับอะไร โดยเฉพาะสำหรับการสะกดคำที่ต่างกัน วลีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคำเฉพาะกลุ่ม ให้ใช้สิ่งเหล่านี้ผสมกัน
- คีย์เวิร์ดหลัก
- คำที่แตกต่างกันเล็กน้อย
- คำที่เกี่ยวข้องในวงกว้างอีก 2-3 คำ
ไม่ต้องสนคียเวิร์ดที่ไม่เกี่ยวข้องถึงแม้จะได้รับความนิยมก็ตาม ความไม่เชื่อมโยงแบบนี้มักทำให้ผู้เข้าชมหงุดหงิดและเพิ่มค่า Bounce Rate เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้จะส่งสัญญาณให้แพลตฟอร์มลดความสำคัญของวิดีโอหรือโพสต์ในฐานะสิ่งที่ไม่ตรงกับความต้องการ
17. โชว์สินค้า
การเปิดตัว สาธิต รวมถึงใช้สินค้าในวิดีโอ YouTube เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการกระตุ้นยอดขายและสร้างรายได้บน YouTube "ทุกครั้งเลย เราจะเห็นยอดขายพุ่งขึ้นเมื่อวิดีโอถูกโพสต์" Katie Carson จาก Royalty Soaps กล่าว "เราเห็นเทรนด์การซื้อโดยทั่วไป ขึ้นอยู่กับว่าซีรีส์ YouTube นั้นได้รับความนิยมแค่ไหน"
แต่การโชว์สินค้าช่วยเพิ่มผู้ติดตาม YouTube ได้อย่างไร 82.5% ของนักช้อปเห็นว่ารีวิวบน YouTube สำคัญมากต่อการตัดสินใจซื้อ ถ้าช่องสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ค้นหาเหล่านี้และสร้างความไว้ใจในแบรนด์ได้ ก็จะเปลี่ยนคนกลุ่มนี้ให้เป็นผู้ติดตามได้ง่ายขึ้น
ยูทูปเบอร์ที่สร้างรายชื่อผู้ติดตาม YouTube ยังสามารถขายสินค้าให้กับผู้ชมกลุ่มนี้ได้ด้วย ลองทำสินค้าที่ระลึกสำหรับ YouTube เป็นอีกวิธีสร้างรายได้จากผู้ติดตามก็ได้
💡เคล็ดลับ ขายของบน YouTube ด้วยการซิงค์ร้าน Shopify กับ YouTube Shopping สร้างประสบการณ์ไลฟ์ช้อปปิ้ง ติดแท็กสินค้าไปยัง YouTube รวมถึงจัดการทุกอย่างในหน้าแอดมิน Shopify
18. มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม
เมื่อกด Publish แล้วก็ไม่ได้แปลว่างานจะจบ การคอยติดตามและมีปฏิสัมพันธ์กับคอมเมนต์อย่างจริงจังจะช่วยเปลี่ยนผู้ชมทั่วไปให้กลายเป็นผู้ติดตาม เพราะผู้คนจะอยู่ต่อเมื่อรู้สึกว่ามีตัวตน การโต้ตอบสองทางยังส่งสัญญาณการมีส่วนร่วมเชิงบวกให้กับ YouTube ด้วย
นี่คือวิธีง่ายๆ ในการทำสิ่งนี้ให้ดี
- ปักหมุดคอมเมนต์ที่เพิ่มคุณค่าหรือกระตุ้นให้เกิดการกระทำ (กดติดตาม ดูวิดีโออื่น หรือตอบคำถามที่พบบ่อย)
- กดหัวใจคอมเมนต์เพื่อตอบรับผู้ชมอย่างรวดเร็ว
- ถามคำถามต่อในคอมเมนต์เพื่อให้บทสนทนาดำเนินต่อและกระตุ้นให้เกิดการตอบกลับ
- ตอบตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะ 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกสำคัญที่สุด เป็นช่วงที่การมีส่วนร่วมมักพุ่งขึ้นและ YouTube คอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด
- เน้นคอมเมนต์ดีๆ ด้วยการตอบกลับแบบเปิดเผยเพื่อกระตุ้นให้คนอื่นเข้าร่วม
ยูทูปเบอร์ Lyn Allure ใช้ส่วนคอมเมนต์แบบนี้อย่างตรงจุด ทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรง ตอกย้ำ CTA ให้กดติดตาม รวมถึงเปลี่ยนคอมเมนต์ให้เป็นส่วนต่อขยายของคอนเทนต์ แทนที่จะเป็นเรื่องรอง
ลองดูว่า Lyn ใช้ส่วนคอมเมนต์เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรงอย่างไร
การตอบกลับผู้ชมช่วยเพิ่มความจริงใจและสร้างคอมมูนิตี้
19. ใช้ YouTube Analytics เพื่อปรับกลยุทธ์
คำถามคือจะรู้ได้อย่างไรว่าทั้งหมดนี้ได้ผลหรือไม่ การเติบโตของผู้ติดตามสำคัญ แต่การวิเคราะห์คอนเทนต์จะบอกว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นและควรทำอะไรต่อ โดยไม่จำเป็นต้องติดตามทุกอย่าง แต่โฟกัสที่ตัวชี้วัดที่ส่งผลต่อการเข้าถึงและการเติบโตจริงๆ เท่านั้น
ตัวชี้วัด YouTube ที่ส่งผลกระทบสูงและควรจับตาดู
- อัตราการคลิกผ่าน (CTR) ผู้คนคลิกเมื่อวิดีโอถูกแสดงหรือไม่
- ระยะเวลาการรับชมเฉลี่ย จริงๆ แล้วผู้ชมอยู่นานแค่ไหน
- การรักษาผู้ชม คนเลิกดูตรงไหน (โดยเฉพาะใน 30 วินาทีแรก)
- เวลาการรับชม สัญญาณที่หนักแน่นสำหรับการแนะนำ
- ผู้ติดตามที่ได้ต่อวิดีโอ วิดีโอไหนที่เปลี่ยนผู้ชมให้เป็นผู้ติดตาม
- แหล่งที่มาของทราฟฟิก การค้นหา การเรียกดู Shorts หรือวิดีโอที่แนะนำ
"ศึกษายอดชมของทุกรายการ วิเคราะห์ว่าอะไรได้ผลและไม่ได้ผลโดยดูจากตัวเลขล้วนๆ แล้วพัฒนาคอนเทนต์จากรายการที่ดึงผู้ชมได้มากที่สุด" นักการตลาด Adam Enfroy กล่าว "ให้ตัวชี้วัดนำทางคอนเทนต์ แล้วมอบสิ่งที่ผู้ชมต้องการให้"
นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ในการปรับคอนเทนต์
- ตรวจสอบผลงานหลังจาก 48 ถึง 72 ชั่วโมง เพื่อจับสัญญาณเบื้องต้น
- มองหาวิดีโอ 10% ถึง 20% อันดับต้นๆ ตามเวลาการรับชมหรือผู้ติดตามที่ได้
- แยกแยะว่าวิดีโอเหล่านั้นมีอะไรเหมือนกัน (สไตล์การดึงดูด ความยาว หัวข้อ ภาพหน้าปก)
- เปรียบเทียบกับวิดีโอที่ทำผลงานได้ไม่ดี เพื่อหาช่องว่างหรือจุดที่คนเลิกดูอย่างชัดเจน
- ทุ่มเทอย่างตั้งใจ แล้วสร้างวิดีโอเพิ่มที่ทำซ้ำสิ่งที่ได้ผล
ควรซื้อผู้ติดตาม YouTube หรือไม่
คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ควร ไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามเป็นล้านเพื่อเห็นผลลัพธ์กับ YouTube การมีฐานแฟนตัวยงแค่ 1,000 คน ก็หมายความว่าสามารถเริ่มสร้างรายได้จากแพลตฟอร์มได้แล้ว การซื้อผู้ติดตาม ดูเผินๆ แล้วอาจทำให้ตัวเลขดูเยอะ แต่มันกลับทำร้ายตัวชี้วัดที่ YouTube ให้ความสำคัญจริง ๆ
ผู้ติดตามปลอมหรือคุณภาพต่ำจะไม่ดู ไม่คลิก หรือไม่คอมเมนต์ ซึ่งฉุดอัตราการคลิกผ่าน เวลาการรับชม รวมถึงการมีส่วนร่วมลง ทำให้อัลกอริทึมเข้าใจว่าคอนเทนต์ไม่โดนใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น YouTube ก็มีแนวโน้มที่จะแนะนำวิดีโอน้อยลง
และยังมีความเสี่ยงที่แท้จริงในการฝ่าฝืนนโยบายผู้ใช้ของ YouTube ด้วย โดย YouTube ห้ามใช้บอทหรือวิธีการหลอกลวงเพื่อเพิ่มผู้ติดตามหรือการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน บัญชีที่ถูกจับได้ว่าทำแบบนี้อาจถูกลงโทษ ถูกยกเลิกการสร้างรายได้ หรือถูกระงับทั้งหมดภายใต้ข้อกำหนดในการให้บริการของ YouTube
ในมุมของธุรกิจ ผู้ติดตามที่ซื้อมามีมูลค่าทางการค้าเป็นศูนย์ โดยจะไม่ซื้อสินค้า ไม่เข้าร่วมรายชื่ออีเมล ไม่คลิกลิงก์แอฟฟิลิเอต หรือไม่ช่วยสนับสนุนแบรนด์ พูดง่ายๆ คือกำลังจ่ายเงินเพื่อตัวเลขที่ว่างเปล่า ซึ่งอาจต้องแลกด้วยต้นทุนในระยะยาว
ขยายช่อง Youtube ของคุณด้วยการสร้างฐานผู้ติดตามตัวจริง
การสร้างผู้ชม YouTube ที่มีส่วนร่วมต้องใช้เวลา ซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก ไม่มีทางลัดที่รับประกันว่าจะไวรัลบน YouTube ได้ ถึงบางครั้งมันจะเกิดขึ้นก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะการวิ่งมาราธอนนี้คือ ปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจว่าผู้ชมตอบสนองต่ออะไร รวมถึงใช้ข้อมูลในการตัดสินใจที่ดีขึ้นกับวิดีโอใหม่แต่ละคลิป
ในช่วงแรก ความคืบหน้าอาจรู้สึกช้า แต่การเติบโตมักเริ่มทวีคูณเมื่อไปถึงผู้ติดตาม 1,000 คนแรก โดยเมื่อถึงจุดนั้น YouTube จะมีข้อมูลมากขึ้นว่าใครชอบคอนเทนต์ ทำให้วิดีโอมีแนวโน้มถูกแนะนำมากขึ้น
"ในกรณีของฉัน คิดว่าใช้เวลาหนึ่งปีในการไปถึงผู้ติดตาม 3,000 คน" Justine Leconte กล่าว "จากนั้นปีที่สอง 14,000 กว่า ปีที่สาม 280 ปีถัดไป 500 แล้วปีถัดไป 750 มันเติบโตแบบทวีคูณจริงๆ ในบางจุด"
คุณสามารถ (และควร) ปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ กับจุดดึงดูดและภาพหน้าปกได้ด้วย การปรับแบบนี้ซ้ำๆ เป็นวิธีที่ดีในการหาว่าอะไรได้ผลสำหรับเรา แต่สรุปแล้ว ผู้ชมจะกดติดตามเมื่อไว้ใจว่าช่องจะมอบคุณค่าต่อไปเรื่อยๆ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเพิ่มผู้ติดตาม YouTube
ผู้ติดตาม 1,000 คนบน YouTube ให้อะไรบ้าง
การไปถึงผู้ติดตาม 1,000 คนบน YouTube มอบประโยชน์มากมายให้ยูทูปเบอร์ โดยสามารถเข้าร่วม YouTube Partner Program และสร้างรายได้จากวิดีโอด้วยโฆษณาได้ อีกทั้งยังเข้าถึง YouTube Studio ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับยูทูปเบอร์ได้ด้วย
ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะมีผู้ติดตาม YouTube 1,000 คน
ขึ้นอยู่กับกลุ่มเฉพาะ ความสม่ำเสมอ รวมถึงว่าคอนเทนต์ตรงกับสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหาหรือดูอยู่แค่ไหน ยูทูปเบอร์บางคนรายงานว่าใช้เวลาไม่ถึง 6 เดือน ในขณะที่บางคนใช้เวลาราวๆ 9 เดือนถึงหนึ่งปี
ควรซื้อผู้ติดตาม YouTube เพื่อให้ช่องโตเร็วขึ้นหรือไม่
การซื้อผู้ติดตามเพื่อกระตุ้นการเติบโตของช่อง YouTube เป็นสิ่งที่ไม่แนะนำอย่างยิ่ง สิ่งที่ควรทำคือสานสัมพันธ์กับผู้ใช้ YouTube ตัวจริงเพื่อขยายแบรนด์และสร้างความน่าเชื่อถือกับคนที่จะซื้อสินค้าจริงๆ
วิธีที่เร็วที่สุดในการเพิ่มผู้ติดตาม YouTube แบบออร์แกนิกมีอะไรบ้าง
โฟกัสที่คอนเทนต์ที่รักษาผู้ชมได้สูง ด้วย 10 วินาทีแรก นำเสนอคอนเทนต์ที่มีประโยชน์อย่างชัดเจน รวมถึงภาพหน้าปกที่น่าคลิก จับคู่กับ Shorts เพื่อให้คนค้นพบ ใช้ YouTube SEO อย่างชาญฉลาดเพื่อการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการค้นหา โพสต์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมี CTA ชวนติดตามที่ชัดเจน แล้วทุ่มเทกับวิดีโอที่ดึงผู้ติดตามเข้ามาได้อยู่แล้ว

