มีเว็บขายของออนไลน์ให้เลือกใช้งานหลายร้อยแห่งทั่วโลก โดยแต่ละแพลตฟอร์มมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน บางแห่งเน้นตลาดเฉพาะทาง เช่น เกมหรือสินค้าเทคโนโลยี ขณะที่เว็บไซต์ขายของออนไลน์รายใหญ่หลายแห่งเปิดโอกาสให้ผู้ค้าปลีกจำหน่ายสินค้าได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้า หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ
แม้ว่าการขายสินค้าผ่านเว็บขายของออนไลน์ และ Marketplace จะมีข้อดีหลายด้าน เช่น การเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากและเริ่มต้นขายได้รวดเร็ว แต่ก่อนเลือกแพลตฟอร์มควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าบริการต่างๆ รวมถึงเงื่อนไขและนโยบายของแต่ละเว็บไซต์ เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจของคุณมากที่สุด
ด้านล่างนี้คือรายชื่อเว็บขายของออนไลน์ยอดนิยม พร้อมข้อมูลข้อดีของแต่ละแพลตฟอร์ม รวมถึงเหตุผลที่การมีร้านค้าออนไลน์ของตัวเองสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย และวิธีใช้ทั้งสองช่องทางควบคู่กันเพื่อขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สร้างร้านค้าออนไลน์ของคุณเอง
ธีม Dawn ในตัวแก้ไขร้านค้า Shopify
หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากที่ไหน การสร้างร้านค้าออนไลน์ของตัวเองถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ นอกจากจะช่วยให้คุณเก็บกำไรได้มากกว่าการขายผ่านเว็บขายของออนไลน์แบบ Marketplace แล้ว ยังช่วยสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือ และควบคุมภาพลักษณ์ของธุรกิจได้อย่างเต็มที่
เมื่อมีร้านค้าอีคอมเมิร์ซเป็นของตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมจากการขายในแต่ละรายการ หรือปฏิบัติตามข้อกำหนดที่กำหนดโดยเว็บขายของออนไลน์ของบุคคลที่สาม ทำให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารร้านและวางกลยุทธ์การตลาดได้มากกว่า
Shopify เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสำหรับการสร้างร้านค้าออนไลน์ เพราะช่วยให้ผู้ขายเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ใช้งานง่าย และไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมหรือเทคนิคขั้นสูง
การสร้างร้านค้าบน Shopify ทำได้สะดวกด้วยเทมเพลตเว็บไซต์สำเร็จรูปกว่า 200 แบบ พร้อมระบบชำระเงินที่ปลอดภัย การรับรองความปลอดภัยแบบ SSL และเครื่องมือการตลาดที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย
นอกจากนี้ คุณยังสามารถขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง ควบคู่กับเว็บขายของออนไลน์ชั้นนำอย่าง Amazon และ eBay รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมบริหารจัดการคำสั่งซื้อ สินค้า และข้อมูลลูกค้าทั้งหมดได้จากแดชบอร์ดเดียวของ Shopify
เว็บขายของออนไลน์ยอดนิยม
eBay
eBay เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มแรกๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถขายสินค้าผ่านออนไลน์ และยังคงนำตลาดในวงการนี้ต่อไป
eBay เป็นเว็บขายของออนไลน์ระดับโลกที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1995 และถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมสำหรับการขายของออนไลน์มายาวนาน แม้จะมีคู่แข่งเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ eBay ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากรายงานผลประกอบการของบริษัทระบุว่า ปัจจุบันมีสินค้าลงประกาศมากกว่า 2.3 พันล้านรายการ และมีผู้ซื้อที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกประมาณ 134–136 ล้านคน
จุดเด่นของ eBay คือการเปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถจำหน่ายสินค้าได้แทบทุกประเภท ตั้งแต่สินค้าทั่วไปอย่างรองเท้า นาฬิกา เสื้อผ้า และของใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงสินค้าเฉพาะทางและสินค้าหายาก เช่น ของสะสม ของวินเทจ หรือสินค้าแปลกใหม่ที่มีฐานผู้ซื้อเฉพาะกลุ่ม ด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง eBay จึงเป็นอีกหนึ่งเว็บขายของออนไลน์ที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดต่างประเทศ และใช้เป็นช่องทางเสริมควบคู่กับร้านค้าออนไลน์ของตนเอง
ค่าธรรมเนียมของ eBay
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่วางแผนจะขยายตลาดสู่แพลตฟอร์ม eBay สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือโครงสร้างค่าธรรมเนียมและต้นทุนแฝง โดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มจะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการลงประกาศสินค้าสำหรับผู้ขายทั่วไปที่มีปริมาณไม่เกินโควตาขั้นต่ำ แต่จะหัก ค่าธรรมเนียมจากยอดขายรวมสุทธิในอัตราประมาณ 13.25% ถึง 13.6% สำหรับหมวดหมู่สินค้าทั่วไปส่วนใหญ่
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขายของออนไลน์บน eBay ควรศึกษาค่าธรรมเนียมและต้นทุนที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มใช้งาน โดยทั่วไป eBay จะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการลงประกาศสินค้าสำหรับผู้ขายที่ยังอยู่ภายในโควตาฟรีที่แพลตฟอร์มกำหนด แต่เมื่อขายสินค้าได้ จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขาย ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 13.25%–13.6% ของยอดขายรวมสุทธิ ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและเงื่อนไขของแต่ละบัญชีผู้ขาย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญสำหรับผู้ขายที่ลงทะเบียนในประเทศไทย คือ eBay จะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพิ่มเติมจากยอดรวมค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ เช่น ค่าธรรมเนียมการขายและค่าบริการร้านค้า ส่งผลให้ต้นทุนในการขายของออนไลน์สูงขึ้นเล็กน้อย ดังนั้น ผู้ประกอบการควรวางแผนต้นทุน ตั้งราคาสินค้า และคำนวณอัตรากำไรอย่างรอบคอบ เพื่อให้การขายผ่านเว็บขายของออนไลน์แห่งนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่าในระยะยาว
Bonanza
Bonanza เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่ใหม่กว่า
Bonanza เป็นเว็บขายของออนไลน์จากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการขายของออนไลน์นอกเหนือจาก eBay แม้จะมีขนาดเล็กกว่าแพลตฟอร์มรายใหญ่ แต่ Bonanza มีผู้เข้าชมเว็บไซต์เกือบ 1 ล้านครั้งต่อเดือน และเปิดโอกาสให้ผู้ขายลงประกาศสินค้าได้หลากหลายประเภท
หลายคนมองว่า Bonanza เป็นแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ผสมผสานจุดเด่นของ Amazon, Etsy และ eBay เข้าไว้ด้วยกัน ผู้ขายสามารถนำสินค้าหลากหลายประเภทมาวางจำหน่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า Nike Air Max รุ่นใหม่ เครื่องประดับแฮนด์เมด ของสะสม หรือสินค้าเฉพาะกลุ่ม โดยผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อในราคาที่ผู้ขายกำหนด หรือส่งข้อเสนอราคาเพื่อเจรจาผ่านระบบของแพลตฟอร์มได้ ทำให้การซื้อขายมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ Bonanza ถือเป็นเว็บขายของออนไลน์ที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้ง่าย และยังสามารถใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางเสริมควบคู่กับร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้
ค่าธรรมเนียมของ Bonanza
Bonanza ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการลงประกาศสินค้า ทำให้ผู้เริ่มต้นขายของออนไลน์สามารถนำสินค้าเข้าสู่ระบบได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อขายสินค้าได้สำเร็จ แพลตฟอร์มจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมคงที่ 0.25 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8 บาท) ต่อรายการ และคิดค่าธรรมเนียมจากยอดขายรวมสุทธิในอัตราเริ่มต้นประมาณ 11% สำหรับคำสั่งซื้อที่มีมูลค่าไม่เกิน 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,000 บาท) ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประเภทการขายและบริการที่ผู้ขายเลือกใช้
อีกหนึ่งจุดเด่นของ Bonanza คือการรองรับการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify ช่วยให้ผู้ขายสามารถซิงก์ข้อมูลสินค้า บริหารสต็อก และจัดการคำสั่งซื้อจากหลายช่องทางได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากคำสั่งซื้อเกิดจากลิงก์ที่ผู้ขายทำการตลาดและนำลูกค้าเข้ามาด้วยตนเอง Bonanza ยังมีนโยบายคืนค่าธรรมเนียมจากยอดขายสุทธิในบางกรณี ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการ ขายของออนไลน์ได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับผู้ประกอบการไทย ควรคำนึงถึงต้นทุนเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียมการรับชำระเงินระหว่างประเทศผ่าน PayPal หรือ Payoneer รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่อาจเกี่ยวข้องกับค่าบริการของแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อให้สามารถวางแผนต้นทุนและกำหนดราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสมก่อนเริ่มขายของออนไลน์ผ่านเว็บขายของออนไลน์แห่งนี้
Ruby Lane
Ruby Lane เป็นสถานที่ที่ช่วยให้เชื่อมต่อกับผู้ซื้อที่ชื่นชอบในสินค้าเหล่านั้น
Ruby Lane เป็นเว็บขายของออนไลน์ที่เน้นสินค้าวินเทจ ของเก่า และของสะสมโดยเฉพาะ จึงเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขายของออนไลน์ให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจเฉพาะด้าน แพลตฟอร์มแห่งนี้มีหมวดหมู่สินค้าหลากหลาย เช่น ของเก่าและของสะสม งานศิลปะ วินเทจ ตุ๊กตา เครื่องประดับ และของตกแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านของเก่า นักสะสม หรือผู้ที่ต้องการขยายช่องทางการขายไปยังตลาดต่างประเทศ Ruby Lane ถือเป็น แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ช่วยเชื่อมต่อกับผู้ซื้อซึ่งกำลังมองหาสินค้าเฉพาะกลุ่มได้โดยตรง ทำให้มีโอกาสสร้างยอดขายจากลูกค้าที่มีความตั้งใจซื้อสูงกว่าตลาดทั่วไป
ค่าธรรมเนียมของ Ruby Lane
Ruby Lane ไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับการเปิดร้านหรือการลงประกาศสินค้า แต่ผู้ขายจะต้องชำระค่าบำรุงรักษาร้านค้าเป็นรายเดือนประมาณ 1,500 บาท นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการ 9.9% จากยอดสั่งซื้อรวม โดยมีเพดานค่าธรรมเนียมสูงสุดตามที่ Ruby Lane กำหนด ผู้ประกอบการที่ต้องการขายของออนไลน์ผ่านเว็บขายของออนไลน์แห่งนี้จึงควรนำต้นทุนดังกล่าวมาคำนวณร่วมกับค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อกำหนดราคาสินค้าให้เหมาะสม
Etsy
Etsy มีเครื่องมือช่วยในการตลาดธุรกิจบนแพลตฟอร์ม
Etsy เป็นเว็บขายของออนไลน์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกสำหรับการจำหน่ายสินค้าทำมือ สินค้าวินเทจ และอุปกรณ์สำหรับงานคราฟต์ โดยในปี 2015 Etsy ได้ขยายนโยบายให้ผู้ขายบางรายสามารถจำหน่ายสินค้าที่ผลิตร่วมกับผู้ผลิตได้ ภายใต้เงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนด ปัจจุบัน Etsy มีผู้ซื้อที่ใช้งานอยู่มากกว่า 96 ล้านคนทำให้เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าทั่วโลก
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มขายของออนไลน์ Etsy เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย มีฐานลูกค้าที่มองหาสินค้าแฮนด์เมดและสินค้าเฉพาะกลุ่มโดยตรง พร้อมเครื่องมือด้านการตลาด ระบบจัดการร้านค้า และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ขายสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้สะดวกยิ่งขึ้น
ค่าธรรมเนียมของ Etsy
จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการลงประกาศสินค้า 0.20 USD (7.20 บาท) สำหรับแต่ละรายการที่ขายบน Etsy การประกาศสินค้าจะหมดอายุทุกๆ 4 เดือน หากสินค้าไม่ได้ขายและต้องการต่ออายุการประกาศ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 0.20 USD (7.20 บาท) เมื่อทำการขาย จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม 6.5% จากราคาที่แสดง รวมถึงจำนวนเงินที่เรียกเก็บสำหรับค่าขนส่งและการห่อของขวัญ
ทางเลือกแพลตฟอร์มยอดนิยมนอกจาก Etsy
Amazon
Amazon เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดของตลาดออนไลน์และยังคงครองตำแหน่งผู้นำ
Amazon เป็นเว็บขายของออนไลน์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลก Amazon จึงยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขายของออนไลน์และขยายตลาดไปยังลูกค้าต่างประเทศ
ข้อมูลจาก Amazon ระบุว่า แพลตฟอร์มสามารถจำหน่ายสินค้าได้มากกว่า 4,000 ชิ้นต่อนาที สะท้อนถึงจำนวนผู้ซื้อที่ใช้งานอยู่เป็นจำนวนมากและมีความพร้อมในการตัดสินใจซื้อสินค้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้ Amazon เป็นเว็บขายของออนไลน์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไป สินค้าแบรนด์ หรือสินค้าจากธุรกิจขนาดเล็ก
ค่าธรรมเนียมของ Amazon
ค่าธรรมเนียมในการขายสินค้าออนไลน์บน Amazon จะแตกต่างกันไปตามประเภทบัญชีผู้ขาย หมวดหมู่สินค้า รูปแบบการจัดส่ง และบริการที่เลือกใช้งาน โดยผู้ขายสามารถเลือกแผนที่เหมาะกับขนาดธุรกิจของตนเอง
สำหรับผู้ที่สมัครใช้งาน Professional Seller จะมีค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นประมาณ 1,400 บาท (ขึ้นอยู่กับประเทศที่สมัครใช้งาน) นอกจากนี้ Amazon ยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขาย ซึ่งอัตราจะแตกต่างกันตามประเภทสินค้า รวมถึงอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าดำเนินการจัดส่งและจัดเก็บสินค้า หากเลือกใช้บริการ Fulfillment by Amazon (FBA)
ก่อนเริ่มขายของออนไลน์ผ่านเว็บขายของออนไลน์อย่าง Amazon ผู้ประกอบการควรศึกษาค่าธรรมเนียมทั้งหมดและคำนวณต้นทุนโดยละเอียด เพื่อกำหนดราคาสินค้าและรักษาอัตรากำไรให้เหมาะสมกับการแข่งขันในตลาดโลก
เว็บไซต์ขายของออนไลน์ในประเทศไทย
หากคุณต้องการขายของออนไลน์ภายในประเทศหรือเจาะกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ การเลือกใช้เว็บขายของออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยจะช่วยให้เข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก พร้อมระบบชำระเงิน การจัดส่ง และเครื่องมือการตลาดที่รองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างครบวงจร
Facebook Marketplace
Facebook Marketplace สามารถเชือมต่อกับร้านค้า Shopify ได้
Facebook Marketplace เป็นเว็บขายของออนไลน์ของ Meta ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานซื้อและขายสินค้าผ่าน Facebook ได้โดยตรง ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน Facebook ที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้ Marketplace กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางยอดนิยมสำหรับการขายของออนไลน์โดยเฉพาะการขายสินค้าในพื้นที่หรือการนัดรับสินค้า
จุดเด่นของ Facebook Marketplace คือการลงประกาศขายได้ฟรี ผู้ขายสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบค้นหาและการแนะนำสินค้าของ Facebook ทั้งนี้ ผู้ขายจะต้องปฏิบัติตามนโยบายการค้าและข้อกำหนดของ Meta เพื่อให้สามารถใช้งานแพลตฟอร์มได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Meta ยังรองรับการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น Shopify ช่วยให้ผู้ค้าสามารถซิงก์สินค้าคงคลัง จัดการแคตตาล็อกสินค้า และทำโฆษณาเพื่อเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ค่าธรรมเนียมของ Facebook Marketplace
สำหรับผู้ขายในประเทศไทย Facebook Marketplace ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการลงประกาศหรือค่าธรรมเนียมการขาย ผู้ขายจึงสามารถเริ่มขายของออนไลน์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายจากแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตาม หากเลือกใช้บริการโฆษณาผ่าน Facebook Ads จะมีค่าใช้จ่ายตามงบประมาณที่กำหนด
Shopee
หน้าแรกของ Shopee
Shopee เป็นเว็บขายของออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้การดำเนินงานของ Sea Group โดยเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย ช่วยให้ผู้ขายเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ผ่านทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน
ผู้ขายสามารถเปิดร้านและลงประกาศสินค้าได้ฟรี พร้อมใช้งานเครื่องมือสนับสนุนการขายที่หลากหลาย เช่น Shopee Ads, Shopee Live, Shopee Video, Flash Sale และระบบคูปองส่วนลด เพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นสินค้าและกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ Shopee ยังรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ ERP และ Shopee Open Platform เพื่อให้ผู้ทำธุรกิจสามารถบริหารสต็อกสินค้าและคำสั่งซื้อจากหลายช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ค่าธรรมเนียมของ Shopee ในประเทศไทย
สำหรับผู้ขายในประเทศไทย Shopee จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อมีการขายสินค้าเกิดขึ้น โดยทั่วไปประกอบด้วย
- ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ประมาณ 3%–4% (ขึ้นอยู่กับช่องทางการชำระเงินของผู้ซื้อ)
- ค่าธรรมเนียมการขาย สำหรับผู้ขายทั่วไปประมาณ 4%–5% (แตกต่างกันตามหมวดหมู่สินค้า)
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ซึ่งคำนวณจากค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ
ผู้ที่ต้องการขายของออนไลน์ผ่านเว็บขายของออนไลน์อย่าง Shopee ควรศึกษาค่าธรรมเนียมล่าสุดของแต่ละหมวดหมู่สินค้า เพื่อคำนวณต้นทุนและกำหนดราคาขายได้อย่างเหมาะสม
Lazada
หน้าแรกของ Lazada
Lazada เป็นเว็บขายของออนไลน์ภายใต้ Alibaba Group และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ด้วยฐานลูกค้าขนาดใหญ่และระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุม ทำให้ Lazada เป็นแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและแบรนด์ชั้นนำ
ผู้ขายสามารถสมัครเปิดร้านและลงประกาศสินค้าได้ฟรี พร้อมใช้งานเครื่องมือส่งเสริมการขาย เช่น Lazada Sponsored Solutions, แคมเปญส่งเสริมการขาย และระบบวิเคราะห์ข้อมูลร้านค้า เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า นอกจากนี้ Lazada ยังรองรับการเชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้าและบริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้บริหารจัดการสินค้าและคำสั่งซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ค่าธรรมเนียมของ Lazada ในประเทศไทย
Lazada จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อคำสั่งซื้อเสร็จสมบูรณ์ โดยทั่วไปประกอบด้วย
- ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ประมาณ 3%–4% (ขึ้นอยู่กับช่องทางการชำระเงิน)
- ค่าธรรมเนียมการขาย สำหรับผู้ขายทั่วไปเริ่มต้นประมาณ 4%–5% (แตกต่างกันตามประเภทสินค้า)
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่คำนวณจากค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม
ก่อนเริ่มขายของออนไลน์บนเว็บขายของออนไลน์อย่าง Lazada ผู้ประกอบการควรศึกษาค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขล่าสุดของแต่ละหมวดหมู่สินค้า รวมถึงวางแผนต้นทุนด้านการตลาดและการจัดส่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เว็บไซต์ขายของออนไลน์สำหรับตลาดต่างประเทศ
หากต้องการ ขายของออนไลน์ให้กับลูกค้าทั่วโลก การเลือกเว็บขายของออนไลน์ระดับสากลที่มีฐานผู้ใช้งานจำนวนมากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ขยายฐานลูกค้า และสร้างยอดขายในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านล่างคือเว็บไซต์ขายของออนไลน์ยอดนิยมที่เหมาะสำหรับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลก
AliExpress
AliExpress เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ระดับนานาชาติที่เก็บค่าธรรมเนียมผู้ขายต่ำกว่า Amazon
AliExpress เป็นเว็บขายของออนไลน์ระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 ภายใต้ Alibaba Group โดยทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตเพลสที่เชื่อมโยงผู้ขายกับผู้ซื้อจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันแพลตฟอร์มมีผู้เข้าชมเฉลี่ยเกือบ 20 ล้านคนต่อวัน ทำให้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
สำหรับผู้ประกอบการไทย AliExpress ถือเป็นช่องทางสำคัญในการขายของออนไลน์เพื่อส่งออกสินค้าไปยังลูกค้าต่างประเทศ โดยรองรับทั้งการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคทั่วไป และลูกค้าธุรกิจในบางหมวดหมู่ นอกจากนี้ AliExpress ยังเป็นแหล่งซัพพลายเออร์ยอดนิยมสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจดรอปชิป ซึ่งสามารถนำสินค้าไปจำหน่ายผ่านร้านค้าออนไลน์ของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้า
อีกหนึ่งจุดเด่นของเว็บขายของออนไลน์แห่งนี้ คือการรองรับการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มบริหารจัดการร้านค้าและระบบอีคอมเมิร์ซต่างๆ ช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดการข้อมูลสินค้า สต็อก คำสั่งซื้อ และการจัดส่งระหว่างประเทศได้จากระบบเดียว เพิ่มความสะดวกในการบริหารธุรกิจและรองรับการเติบโตในระยะยาว
ค่าธรรมเนียมของ AliExpress
AliExpress ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการเปิดร้าน การลงประกาศสินค้า หรือค่าบริการรายเดือน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มขายของออนไลน์ได้โดยมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำ
เมื่อมีการขายสินค้าเกิดขึ้น แพลตฟอร์มจะเรียกเก็บค่าคอมมิชชัน ประมาณ 5%–8% ของมูลค่าการสั่งซื้อที่สำเร็จ โดยอัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันตามประเภทและหมวดหมู่ของสินค้า
ก่อนเริ่มขายของออนไลน์ผ่านเว็บขายของออนไลน์อย่าง AliExpress ผู้ประกอบการควรศึกษาค่าธรรมเนียมของแต่ละหมวดสินค้า รวมถึงต้นทุนด้านการจัดส่งระหว่างประเทศ ภาษีนำเข้า และค่าธรรมเนียมการรับชำระเงิน เพื่อวางแผนการตั้งราคาและรักษาอัตรากำไรได้อย่างเหมาะสม
Taobao
Taobao คือเว็บไซต์ขายของจีนที่อ้างตัวว่าเป็นเว็บไซต์ขายของที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Taobao เป็นเว็บขายของออนไลน์และมาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ของประเทศจีน ภายใต้ Alibaba Group ก่อตั้งขึ้นในปี 2003 และเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้ขายและสินค้าที่มีให้เลือกหลายร้อยล้านรายการ ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสินค้าเฉพาะทางจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง
สำหรับผู้ประกอบการไทย Taobao ไม่ได้เป็นเพียงเว็บไซต์ขายของออนไลน์ สำหรับการเลือกซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งซัพพลายเออร์สำคัญในการจัดหาสินค้าต้นทุนต่ำเพื่อนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ผู้ค้าออนไลน์จำนวนมากนิยมใช้ Taobao เพื่อค้นหาสินค้า สั่งซื้อแบบพรีออเดอร์ หรือสั่งนำเข้าสินค้าผ่านบริษัทชิปปิ้งที่ให้บริการขนส่งจากจีนมายังประเทศไทย
จุดเด่นของ Taobao คือการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถติดต่อกับโรงงานและผู้ค้าส่งในประเทศจีนได้โดยตรง ทำให้สามารถต่อรองราคาและเลือกสินค้าจากแหล่งผลิตได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มขายของออนไลน์ หรือมองหาแหล่งสินค้าราคาส่งเพื่อเพิ่มอัตรากำไรให้กับธุรกิจ
Rakuten
Rakuten เป็นตลาดออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหลายประเภท
Rakuten เป็นเว็บขายของออนไลน์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ที่ให้บริการครอบคลุมทั้งมาร์เก็ตเพลส ธุรกิจการเงิน ดิจิทัลคอนเทนต์ และบริการด้านการสื่อสาร ด้วยระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง Rakuten จึงเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในตลาดญี่ปุ่น และเปิดโอกาสให้ผู้ขายเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
บน Rakuten ผู้ขายสามารถจำหน่ายสินค้าได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น หนังสือ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องสำอาง อาหาร หรือสินค้าแบบสมัครสมาชิก ทำให้เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายตลาดเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขายของออนไลน์ผ่าน Rakuten มีข้อกำหนดสำคัญคือ ผู้ขายจะต้องมีบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา หากไม่มีนิติบุคคลในประเทศดังกล่าว สามารถดำเนินธุรกิจผ่านบริษัทพันธมิตรหรือผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองจาก Rakuten เพื่อเป็นตัวแทนในการเปิดร้านและบริหารจัดการการขายได้
แม้จะมีข้อกำหนดในการสมัครที่เข้มงวดกว่าเว็บขายของออนไลน์หลายแห่ง แต่ Rakuten ก็ยังเป็นช่องทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์และขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีกำลังซื้อสูงและมีผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าเป็นอย่างมาก
หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มอาจมีการปรับเปลี่ยนตามประเทศ ประเภทสินค้า และนโยบายของผู้ให้บริการ ก่อนเริ่มขายควรตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมล่าสุดจากหน้าศูนย์ช่วยเหลือหรือเว็บไซต์ทางการของแต่ละแพลตฟอร์มอีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเว็บขายของออนไลน์
จะเริ่มเว็บขายของออนไลน์ได้อย่างไร?
- ใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในการสร้างร้านออนไลน์ของตัวเอง
- เป็นผู้ขายรายบุคคลในตลาดออนไลน์ที่มีอยู่ เช่น Amazon, eBay หรือ Etsy
- ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ Instagram
- เริ่มธุรกิจดรอปชิป
- ขายสินค้ามือสองผ่านแอปรีเซลล์
แพลตฟอร์มเว็บขายของออนไลน์ที่ดีที่สุด คือที่ไหน?
- เว็บร้านของคุณเอง
- Amazon
- eBay
- Etsy
- Bonanza
- Facebook Marketplace
- Rakuten
- Shopee
- Lazada
ขายของออนไลน์ได้ฟรีที่ไหนบ้าง?
- Facebook Marketplace
- Shopee
- Lazada
เว็บขายของออนไลน์ที่ดีที่สุดในการขายของใกล้บ้านคือเว็บอะไร?
- Facebook Marketplace
เว็บขายของออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับการขายสินค้าในระดับสากลคืออะไร?
สำหรับการขายในระดับสากล ลองดูแพลตฟอร์มเหล่านี้
- Amazon Global เข้าถึงลูกค้าในอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และอื่นๆ
- eBay International ขายได้ใน 190 กว่าตลาดพร้อมตัวเลือกการจัดส่งในตัว
- Etsy มีฐานผู้ซื้อต่างประเทศที่แข็งแกร่งสำหรับสินค้างานฝีมือ
- ร้านค้าของตัวเอง ใช้ Shopify Markets เพื่อขายในหลายสกุลเงินและหลายภาษา
เมื่อขายในระดับสากล ควรคำนึงถึงการแปลงสกุลเงิน ค่าขนส่ง และกฎระเบียบท้องถิ่น การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งช่วยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
ควรขายผ่านตลาดออนไลน์หรือร้านค้าของตัวเอง?
คำตอบสั้นๆ คือ ใช้ทั้งสองแบบ ตลาดออนไลน์ให้การเข้าถึงผู้ซื้อได้ทันที ขณะที่ร้านค้าออนไลน์ของตัวเองช่วยให้ควบคุมแบรนด์และความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่
ข้อดีของการขายผ่านตลาดออนไลน์- ทราฟฟิกในตัว เข้าถึงลูกค้าหลายล้านคนได้ตั้งแต่วันแรก
- ความน่าเชื่อถือ ผู้ซื้อไว้วางใจแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียง
- ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ เริ่มขายได้เร็วโดยไม่ต้องลงทุนมาก
- ควบคุมแบรนด์ กำหนดอัตลักษณ์แบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าได้เต็มที่
- ข้อมูลลูกค้า เป็นเจ้าของความสัมพันธ์และข้อมูลลูกค้าโดยตรง
- กำไรสูงกว่า ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตลาดออนไลน์ในทุกการขาย
- ความยืดหยุ่น ปรับแต่งฟีเจอร์ ราคา และโปรโมชันได้โดยไม่มีข้อจำกัด
ลองเริ่มจากตลาดออนไลน์เพื่อทดสอบสินค้าและสร้างยอดขายแรก ควบคู่ไปกับการสร้างร้านค้าของตัวเองเพื่อการเติบโตในระยะยาว

