เมื่อการตีพิมพ์หนังสือแบบดั้งเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องส่งต้นฉบับไปรอคำตอบที่อาจไม่มีวันตอบกลับมา ทั้งยังต้องพยายามมองโลกในแง่ดีแม้จะมีโอกาสโดนปฏิเสธ และถึงแม้จะได้สำนักพิมพ์แล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเจรจาทิศทางชิ้นงานและการแบ่งรายได้
การทำหนังสือเองก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ผู้เขียนสามารถเขียน, แก้ไข, ออกแบบภาพประกอบ, ตีพิมพ์, และทำการตลาดให้หนังสือของตนเองได้โดยไม่ต้องผ่านด่านของสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิม ทำให้ยังคงสามารถเก็บลิขสิทธิ์ผลงานและรายได้ส่วนใหญ่ไว้
ต่อไปนี้จึงจะเป็นข้อมูลที่ได้รับจาก Julie Broad ผู้เขียนหนังสือ Self-Publish & Succeed และผู้ก่อตั้งบริการทำหนังสือขายเอง Book Launchers เกี่ยวกับข้อดี ข้อแลกเปลี่ยน และวิธีเริ่มต้นทำหนังสือขายเองแบบที่ใครๆ ก็ทำได้
การทำหนังสือขายเองคืออะไร?
การทำหนังสือขายเองคือการรับผิดชอบทุกขั้นตอนในการนำหนังสือออกสู่ตลาด แทนการทำงานผ่านสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิม โดยผู้เขียนจะต้องดูแลเรื่องหลักๆ เช่น
- การเขียนต้นฉบับ
- การแก้ไขและพิสูจน์อักษร
- การออกแบบปกและจัดรูปเล่ม
- การเลือกแพลตฟอร์มจัดจำหน่าย
- การขายและการตลาด
และในขณะที่ในโมเดลสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิม ผู้เขียนจะมีหน้าที่เพียงนำเสนอต้นฉบับให้ตัวแทนหรือสำนักพิมพ์ และหากได้รับเลือกสำนักพิมพ์จะช่วยดูแลการจัดจำหน่าย ออกแบบปก และทำการตลาดบางส่วนให้ แลกกับการแบ่งรายได้ในรูปแบบค่าลิขสิทธิ์ที่จะได้รับอยู่ที่ราว 10-15% ของยอดขายแล้ว แพลตฟอร์มทำหนังสือขายเองหลายแห่งกลับจะไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในการอัปโหลดและเผยแพร่หนังสือ รวมถึงจะให้ค่าลิขสิทธิ์ราว 35-70% ตามราคา ประเทศที่จัดจำหน่าย และเงื่อนไขของแพลตฟอร์มแก่ผู้เขียนด้วย
ทั่วไปแล้วผู้เขียนที่ทำหนังสือขายเองส่วนใหญ่จึงมักเลือกลงทุนกับบรรณาธิการและนักออกแบบปกมืออาชีพ ในขณะที่ขั้นตอนการเผยแพร่เองจะทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ
ทำไมการทำหนังสือขายเองถึงเป็นไอเดียที่ใช่?
หากคุณกำลังมีไฟอยากเขียนหนังสือและอยากเห็นผลงานของตนเองออกขายแบบไม่ต้องรอใคร การทำหนังสือขายเองเป็นเส้นทางที่ทั้งยืดหยุ่น ได้กำไร และควบคุมทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทำให้ใครๆ ที่สนใจก็เริ่มได้ ทั้งสิ้น ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจไปจนถึงนักเล่าเรื่องในชีวิตจริง
คุณยังเป็นเจ้าของไอเดียทั้งหมด
“ถ้าตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิม ผู้เขียนจะต้องขายสิทธิ์ในงานของตัวเองให้กับสำนักพิมพ์ไป” แต่หากเขียนเรื่องจากประสบการณ์ตรง หรือเป็นแนวคิดที่พัฒนามานาน การเก็บสิทธิ์ไว้เองก็นับเป็นเรื่องที่มีค่ามาก “โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่ใช้เวลาสร้างระบบของตนเองมาหลายปี คงไม่อยากให้ใครถือสิทธิ์ในสิ่งนั้น” Julie Broad กล่าว
ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับหนังสือสารคดี, หนังสือธุรกิจ, หนังสือพัฒนาตัวเอง หรือหนังสือที่เล่าประสบการณ์ส่วนตัว เพราะผู้เขียนมักต้องการควบคุมทั้งเนื้อหา วิธีเล่า และการนำแนวคิดไปต่อยอดในคอร์ส เวิร์กช็อป หรือสินค้าดิจิทัลอื่นๆ การทำหนังสือขายเองจึงอาจเหมาะสมกว่า เมื่อเป็นการถือครองการควบคุมลิขสิทธิ์ไว้
กำไรต่อเล่มสูงกว่ามาก
รายได้จากหนังสือแบบดั้งเดิมมักจะถูกหักไปหลายต่อหลายต่อ รวมถึงค่าคอมมิชชันที่อาจต้องจ่ายให้กับตัวแทนสำนักพิมพ์ด้วย ทำให้ “หากได้รับเงินแม้แต่ในอัตรา 1 ดอลลาร์ต่อเล่ม ก็นับว่าโชคดีแล้ว” Julie Broad กล่าว ในขณะที่หากผู้เขียนทำหนังสือขายเอง รายได้ต่อเล่มจะสูงถึงประมาณ 5-6 ดอลลาร์ (ราว 150 - 180 บาท) หลังหักค่าจัดจำหน่าย
ตัดสินใจได้ทุกเรื่อง ทั้งด้านครีเอทีฟและงานธุรกิจ
ในฐานะนักเขียนตีพิมพ์เอง ไม่ว่าจะต้องการแจกหนังสือฟรี ขายเหมา หรือใช้หนังสือเป็นเครื่องมือ PR ก็เป็นการตัดสินใจที่สามารถทำได้ทั้งสิ้น “คุณสามารถเอาหนังสือไปแลกกับพื้นที่สื่อ หรือโอกาสขึ้นเวทีได้เลย” Julie เสริม “แต่ถ้าอยู่กับสำนักพิมพ์ คุณอาจไม่มีสิทธิ์เลือกแบบนั้น เพราะสำนักพิมพ์ต้องคิดเรื่องยอดขายก่อน”
และหากในอนาคตมีสำนักพิมพ์เข้ามาเสนอสัญญาให้ การจะตกลงขายหนังสือของคุณให้กับสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิมไปอีกครั้งก็สามารถทำได้ “บางคนเริ่มจากทำหนังสือขายเอง แล้วค่อยไปต่อยอดกับสำนักพิมพ์ทีหลัง” Julie บอก “ถ้ามันเมคเซนส์ก็ทำได้หมด เพราะเส้นทางนี้ยืดหยุ่น ไม่มีอะไรจะมาล็อกคุณไว้ตลอดไปหรอก”
นักเขียนที่ทำหนังสือขายเองทำเงินได้เท่าไหร่?
ข้อมูลจากสัญญาซื้อขายหนังสือของสมาคมนักเขียนระบุว่าในการตีพิมพ์หนังสือแบบดั้งเดิมนักเขียนจะได้รับค่าลิขสิทธิ์คิดเป็น 10-15% ของยอดขายหนังสือปกแข็ง ในขณะที่ตัวแทนสำนักพิมพ์จะได้รับค่าคอมมิชชันอีกราว 15-20%
ในอีกด้านหนึ่ง Amazon KDP ระบุว่าค่าลิขสิทธิ์ที่นักเขียนจะได้รับจากหนังสือตีพิมพ์เองอาจสูงถึง 35-70% ตามแต่ราคาที่ตั้งและภูมิภาคที่จัดจำหน่าย โดยอัตรา 70% มักมาจากหนังสือที่ตั้งราคาขายไว้ที่ 2.99-9.99 ดอลลาร์ (ราว 90 - 300 บาท) โดย KDP เองจะทำการหักค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์จากการขายแต่ละครั้ง แทนที่จะคิดค่าบริการเป็นเงินก้อน ทั้งนี้รายได้จากการทำหนังสือขายเองอาจแตกต่างกันมากน้อยตามแนวหนังสือ ขนาดฐานผู้อ่าน จำนวนเล่มในแค็ตตาล็อก ช่องทางขาย และความสม่ำเสมอในการทำการตลาด
ซึ่งข้อมูลจากแบบสำรวจนักเขียนอิสระในปี 2025 พบว่ารายได้กลางของนักเขียนที่ทำหนังสือขายเองอยู่ที่ประมาณ 13,500 ดอลลาร์ต่อปี (ราว 444000 บาท) ขณะที่นักเขียนที่พิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์แบบดั้งเดิมโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 6,000-8,000 ดอลลาร์ต่อปี (ราว 197,000 - 263,000 บาท) และมีตัวอย่างที่ได้รับความสนใจคือ Robert Kiyosaki ซึ่งเคยทำหนังสือ พ่อรวยสอนลูก ขายเองในปี 1997 หลังถูกสำนักพิมพ์หลายแห่งปฏิเสธ ก่อนที่จะกลายเป็นหนึ่งในหนังสือการเงินส่วนบุคคลที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยยอดขายกว่า 44 ล้านเล่ม
ในขณะเดียวกันสำหรับตลาดไทยรายได้อาจมาจากหลากหลายช่องทาง เช่น การจำหน่ายรูปเล่มผ่านหน้าร้านออนไลน์, การจำหน่าย eBook บนแพลตฟอร์มไทย, การใช้หนังสือเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคอร์สหรือบริการที่นำเสนอ รวมถึงการจำหน่ายชุดสินค้า เช่น หนังสือพร้อมแบบฝึกหัดหรือคอร์สวิดีโอ
ทำหนังสือขายเองได้ใน 9 ขั้นตอน
- รู้จักกลุ่มผู้อ่านของคุณ
- ทำงานร่วมกับบรรณาธิการที่ใช่
- ออกแบบปกหนังสือให้น่าสนใจ
- เลือกแพลตฟอร์มสำหรับการตีพิมพ์
- จัดรูปเล่มหนังสือให้เรียบร้อย
- ขอเลข ISBN
- สร้างร้านบน Shopify
- ทำการตลาดให้หนังสือของคุณ
- วางกลยุทธ์ราคา
เส้นทางการทำหนังสือขายเองของนักเขียนแต่ละรายอาจแตกต่างกันไป แต่ขั้นตอนหลักเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สนใจเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นใจตั้งแต่ต้นกระบวนการจนการวางขายจริง
1. รู้จักกลุ่มผู้อ่านของคุณ
“คุณควรเริ่มคิดเรื่องการตลาดตั้งแต่ก่อนเขียนจบด้วยซ้ำ” Julie กล่าว “ยิ่งเจาะจงได้เท่าไหร่ยิ่งดี อย่าเขียนให้ทุกคนบนโลก ให้เลือกคนอ่านที่ชัดเจน แล้วใช้ภาษาที่เขาใช้”
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าต้องวางแผนการตลาดอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่แรก แต่ก็ควรทราบแน่ชัดว่าใครคือกลุ่มที่ผู้เขียนต้องการให้อ่านงานที่จะผลิต เนื่องจาก การมีภาพผู้อ่านในใจจะทำให้ทั้งการเขียนและการทำหนังสือขายเองง่ายขึ้น
“หลายคนเขียนเสร็จก่อนแล้วค่อยมาคิดเรื่องขาย แต่ตอนนั้นอาจยากเกินไปที่จะทำให้หนังสือดูน่าซื้อแล้ว”
2. ทำงานร่วมกับบรรณาธิการที่ใช่
หนังสือของคุณจะต้องไปอยู่บนชั้นเดียวกับหนังสือที่ตีพิมพ์มาจากสำนักพิมพ์ใหญ่ หากต้องการให้ดูดีไม่แพ้กัน จึงจะต้องผ่านกระบวนการปรับแก้โดยบรรณาธิการแบบครบชุดตามลำดับนี้
- Content editor: ตรวจต้นฉบับในภาพรวม พร้อมแนะนำให้ตัดหรือเพิ่มบางส่วนตามโครงสร้างเรื่อง
- Fact checker: ช่วยตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องสำหรับหนังสือสารคดี
- Copy editor: เกลาไวยากรณ์และคำสะกดให้ดูมืออาชีพ
- Proofreader: ตรวจรอบสุดท้ายก่อนพิมพ์ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดหลงเหลืออยู่
“หลายคนใช้บรรณาธิการผิดประเภทในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เพราะไม่รู้ว่าแต่ละแบบมีหน้าที่ต่างกัน” Julie เสริม
ก่อนเผยแพร่ ผู้เขียนจึงควรขอไฟล์แบบ PDF หรือพิมพ์ตัวอย่างออกมา 1 เล่ม เพื่อตรวจสอบปัญหาการจัดหน้า, ระยะขอบ, เลขหน้า, ภาพแตก หรือฟอนต์เพี้ยน ซึ่งบางครั้งอาจดูบนหน้าจอไม่ออกนั่นเอง
นอกจากนี้ในฐานะนักเขียนที่ทำหนังสือขายเอง ผู้เขียนยังจะสามารถเลือกบรรณาธิการที่เหมาะกับสไตล์ของตัวเองได้ ผ่านการเฟ้นหาฟรีแลนซ์จากแพลตฟอร์มเหล่านี้
- Upwork
- Fiverr
- Guru
หรือหากจะเลือกใช้บริการแบบครบวงจร เช่น Book Launchers ของ Julie ก็สามารถทำได้ เนื่องจากบริการลักษณะนี้มักรวมการจับคู่บรรณาธิการ การจัดรูปเล่ม และการสนับสนุนด้านการตลาดไว้ในแพ็กเกจเดียว
3. ออกแบบปกหนังสือให้น่าสนใจ
ปกหนังสือคือจุดขายแรกสุด ไม่ว่าจะอยู่ในร้านออนไลน์ แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส หรือร้านค้า Shopify ปกหนังสือที่ใช้มีหน้าที่ทำให้คนอยากหยิบ อยากคลิก และอยากซื้อ ก่อนออกแบบจึงอาจสำรวจหนังสือขายดีในหมวดเดียวกัน แล้วสังเกตแพตเทิร์นร่วม เช่น ฟอนต์, โทนสี, ภาพประกอบ และการจัดวางองค์ประกอบ ว่ามีรูปแบบคร่าวๆ เป็นอย่างไร แต่ที่สุดแล้วปกที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนเล่มอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ควรทำให้ผู้อ่านรู้ทันทีว่าหนังสืออยู่ในแนวไหนด้วย
เมื่อทำการออกแบบเองหรือจ้างนักออกแบบ ผู้เขียนจึงอาจลองคิดแบบนักการตลาด กล่าวคือ
- ออกแบบให้ดูดี แม้เป็น Thumbnail: เนื่องจากปกจะถูกย่อขนาดลงในหลายแพลตฟอร์ม
- ตั้งชื่อให้อ่านง่าย จำได้: เพราะคนจะเห็นชื่อก่อนเปิดรายละเอียด
- สันและปกหลัง: สำคัญมากสำหรับหนังสือที่มีรูปเล่มตีพิมพ์
- ให้เข้ากับแนวหนังสือ: ผู้อ่านใช้ปกเป็นสัญญาณว่าเล่มนี้ใช่แนวที่กำลังมองหาหรือไม่
โดยสามารถหานักออกแบบปกหนังสือได้จากแพลตฟอร์มเดียวกับที่หาบรรณาธิการ หรือหากมีพื้นฐานด้านการออกแบบกราฟิก ก็อาจลองใช้เครื่องมือฟรีดังต่อไปนี้ได้เช่นกัน
4. เลือกแพลตฟอร์มสำหรับการตีพิมพ์
เมื่อต้นฉบับและปกหนังสือพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลานำหนังสือออกสู่ตลาด โดยอาจเลือกใช้หลายแพลตฟอร์มควบคู่กัน ขึ้นอยู่กับแผนการขายและกลุ่มผู้อ่านที่ต้องการ โดยนักเขียนไทยจำนวนมากใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น
- Ookbee หรือ Meb สำหรับจำหน่าย eBook ให้ผู้อ่านชาวไทย
- ร้านออนไลน์ของตัวเองผ่าน Shopify สำหรับขายเล่มจริงโดยตรง
- Shopee หรือ Lazada สำหรับเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อทั่วไปที่ใช้แอปอีคอมเมิร์ซ
- Google Play Books สำหรับอีบุ๊กที่อ่านบนสมาร์ตโฟน
- BookFunnel สำหรับแจก eBook ผ่านจดหมายข่าว
นอกจากนี้หากสนใจจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ แพลตฟอร์มที่มักถูกใช้งานในตลาดสากล ได้แก่ Amazon KDP สำหรับการจัดจำหน่ายบน Amazon, IngramSpark สำหรับการกระจายสู่ร้านหนังสือและห้องสมุด, Draft2Digital สำหรับกระจาย eBook ไปยังหลายๆ ร้านพร้อมกัน, Lulu สำหรับงานพิมพ์และการขายตรง และ Blurb สำหรับหนังสือภาพหรือหนังสือที่เน้นงานออกแบบ
โดยแพลตฟอร์มหลายแห่งที่กล่าวถึงมานี้มีบริการพิมพ์ตามสั่ง (Print-on-Demand) หมายความว่าหนังสือจะถูกตีพิมพ์และจัดส่งเมื่อมีออร์เดอร์เข้ามาเท่านั้น ทำให้สามารถลดต้นทุนการตีพิมพ์ลงเมื่อไม่ต้องสต๊อกหนังสือไว้ล่วงหน้า และประหยัดเวลาโดยให้ระบบดูแลเรื่องการผลิตและขนส่งให้ทั้งหมด
Print-on-Demand แตกต่างจากการพิมพ์แบบดั้งเดิมอย่างไร?
Print-on-Demand หรือ POD เหมาะกับผู้เขียนที่ต้องการเริ่มขายโดยไม่ต้องตีพิมพ์หนังสือออกมาเป็นจำนวนมาก ข้อดีคือไม่มีต้นทุนสต๊อก เนื่องจากจำนวนที่สามารถพิมพ์ได้ในแต่ละครั้งจะเริ่มต้นเพียง 1 เล่ม เป็นต้นไป นอกจากนี้การแก้ไขไฟล์ใหม่เมื่อพบข้อผิดพลาดยังทำได้ง่ายอีกด้วย อย่างไรก็ตามต้นทุนต่อเล่มก็มักจะยังสูงกว่าการพิมพ์แบบครั้งละมากๆ นั่นเอง สำหรับผู้ใช้งาน Shopify การเชื่อมต่อกับบริการ Print-on-Demand อย่าง Lulu Direct ที่ทำงานร่วมกับร้านได้ การใช้บริการรับพิมพ์ไม่มีขั้นต่ำอย่าง LALAPIX หรือการใช้งาน Blurb ที่มาพร้อมเครื่องมือออกแบบโดยเฉพาะสำหรับหนังสือภาพจึงอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ใช้บริการ POD ที่บูรณาการเข้ากับหน้าร้าน Shopify โดยตรงเพื่อทำให้รายการขายเป็นไปโดยอัตโนมัติ
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการตีพิมพ์แบบดั้งเดิมจึงจะเหมาะสำหรับหนังสือที่มั่นใจว่ายอดขายจะถึงจำนวนขั้นต่ำ เนื่องจากแม้ต้นทุนต่อเล่มมักจะต่ำลงเมื่อสั่งพิมพ์เป็นจำนวนมาก แต่การตีพิมพ์ในลักษณะนี้ก็จำเป็นจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้า พร้อมทำเรื่องจัดเก็บสต๊อก และหากต้องการแก้เนื้อหาก็อาจต้องรอรอบพิมพ์ใหม่ด้วย
|
คุณสมบัติ |
การตีพิมพ์แบบ Print-on-Demand |
การตีพิมพ์ทั่วไป |
|---|---|---|
|
ราคาต่อหน่วยการตีพิมพ์ |
4.60 ดอลลาร์ (ราว 138 บาท) ต่อหนังสือขาวดำปกอ่อน 300 หน้า โดยให้บริการผ่าน KDP |
ราคาต่อหน่วยถูกกว่าการตีพิมพ์แบบ POD โดยแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ จำนวน และสเป็คงาน |
|
ขั้นต่ำ |
1 เล่ม |
มีขั้นต่ำแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของผู้ให้บริการ |
|
ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในงวดแรก |
ไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในงวดแรก โดยจะหักจากการขายในแต่ละครั้งแทน |
จำเป็นจะต้องชำระเงินค่าตีพิมพ์และจัดเก็บสินค้าล่วงหน้า |
|
ความยืดหยุ่น |
สามารถอัปเดตเนื้อหาได้ทุกเมื่อ |
หากต้องการอัปเดตเนื้อหาจะต้องทดไปยังรอบตีพิมพ์ถัดไป |
หากต้องการจำหน่ายหนังสือบน Amazon ต้องทำอย่างไร?
Amazon Kindle Direct Publishing หรือ KDP เป็นช่องทางยอดนิยมสำหรับผู้เขียนที่ต้องการจำหน่าย eBook และหนังสือแบบรูปเล่มในตลาดต่างประเทศ โดยทั่วไปจำเป็นจะต้องสมัครบัญชี KDP, ใส่ข้อมูลการรับเงินและภาษี, เพิ่มชื่อหนังสือ, อัปโหลดต้นฉบับ, อัปโหลดปก, ตั้งราคา, เลือกเงื่อนไขค่าลิขสิทธิ์ แล้วจึงจะส่งตรวจ และเมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว หนังสือก็มักแสดงบนหน้าเว็บไซต์ Amazon ได้ภายใน 24-72 ชั่วโมง
หากต้องการจำหน่ายหนังสือบน MEB ต้องทำอย่างไร?
MEB เป็นแพลตฟอร์มจำหน่ายหนังสือที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยมีขั้นตอนในการวางจำหน่ายคล้ายกัน นั่นคือสมัครขาย ebook กับทางแพลตฟอร์ม, กรอกข้อมูลการรับเงิน, ลงนามยอมรับข้อตกลงการให้บริการระบบวรรณกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และข้อตกลงเงื่อนไขส่วนแบ่งรายได้ จากนั้นจึงจะสามารถอัปโหลดไฟล์หนังสือไปยังเว็บไซต์พร้อมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อส่งตรวจกับทางแพลตฟอร์ม ซึ่งโดยมากจะใช้เวลาในการอนุมัติราว 1 วันทำการ
การออกหนังสือในรูปแบบ Audiobook
การทำหนังสือขายเองไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะเป็นรูปเล่มและ eBook เท่านั้น เพราะนักเขียนบางรายยังต่อยอดให้หนังสือของตนเองออกจำหน่ายในรูปแบบ audiobook เพื่อเข้าถึงคนที่ชอบฟังระหว่างเดินทาง ออกกำลังกาย หรือทำงานบ้านด้วย ทำให้ปัจจุบันแพลตฟอร์มหนังสือไทยที่ได้รับความนิยมอย่าง MEB และ ookbee มีหน้าแพลตฟอร์มสำหรับหนังสือเสียงเหล่านี้โดยเฉพาะด้วย
5. จัดรูปเล่มหนังสือให้เรียบร้อย
ก่อนจะวางขายหนังสือจะต้องผ่านการจัดรูปแบบให้ดูเป็นมืออาชีพ จึงควรหาข้อมูลว่าแพลตฟอร์มแต่ละเจ้าใช้งานไฟล์รูปแบบไหน เนื่องจากอาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไป
ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มทำหนังสือขายเองจะต้องใช้งานไฟล์อยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่:
- ไฟล์ต้นฉบับเนื้อหาด้านใน
- ไฟล์ปกหนังสือ ด้านหน้า สัน และด้านหลัง
โดยสำหรับไฟล์ต้นฉบับแล้ว ควรมีองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้
- ขนาดกระดาษและระยะขอบ: ตั้งค่าตามที่แพลตฟอร์มกำหนด
- หน้าปกย่อย (Half-title page): ใส่ชื่อหนังสือโดยไม่มีเลขหน้า
- หน้าปกใน (Title page): ใส่ชื่อผู้เขียนและชื่อรอง รวมถึงโลโก้ (หากมี)
- หน้าลิขสิทธิ์: อยู่ฝั่งซ้ายหลังปกใน ระบุข้อมูลลิขสิทธิ์ โดยจะเป็นหน้าที่จะสามารถใช้งานเทมเพลตได้หากไม่มั่นใจ
- คำอุทิศ (Dedication): สั้นๆ 1-2 บรรทัด ไม่มีเลขหน้า
- สารบัญ: ระบุชื่อบทและเลขหน้า
- หน้าชื่อบท: แต่ละบทควรเริ่มด้วยหน้าชื่อ ใส่เลขหน้าแต่ไม่ต้องมีหัวกระดาษ
- เนื้อหาหลัก: ใส่หัวกระดาษ โดยให้ชื่อผู้เขียนอยู่ด้านซ้าย และชื่อหนังสืออยู่ด้านขวา
- บรรณานุกรมและแหล่งอ้างอิง: สำหรับหนังสือสารคดี
- ประวัติผู้เขียน: แนบรูปพร้อมแนะนำตัวสั้นๆ
- ดัชนี: สำหรับหนังสือสารคดี ควรเรียงหัวข้อตามลำดับตัวอักษร A-Z / ก-ฮ พร้อมเลขหน้า
จัดหน้า Front matter และ Back matter ให้ช่วยขายมากขึ้น
Front matter คือหน้าต่างๆ ก่อนเนื้อหาหลัก เช่น หน้าปกใน, หน้าปกย่อย, หน้าลิขสิทธิ์, สารบัญ, คำนำ, คำขอบคุณ, หรือคำอุทิศ ในขณะที่ Back matter คือหน้าหลังเนื้อหาหลัก เช่น ประวัติผู้เขียน, แหล่งอ้างอิง, รายชื่อหนังสือเล่มอื่น และข้อความชวนให้ผู้อ่านรีวิว
ซึ่งสำหรับนักเขียนที่ทำหนังสือขายเอง การใช้งาน Back matter ให้คุ้มค่า เช่น ใส่ CTA ให้ผู้อ่านฝากรีวิว, เชิญสมัครรับอีเมลเพื่อรับเนื้อหาบทพิเศษ, คู่มือประกอบ หรือส่วนลดเล่มถัดไป นับเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากวิธีดังกล่าวจะสามารถช่วยเปลี่ยนผู้อ่านขาจรให้กลายเป็นฐานแฟนคลับระยะยาวได้
6. ขอเลข ISBN
หนังสือทุกเล่มควรมี ISBN (International Standard Book Number) ซึ่งเป็นรหัส 13 หลักที่ใช้ระบุฉบับหนังสือ ผู้จัดพิมพ์ และรายละเอียดทางกายภาพต่างๆ ซึ่งหนังสือเล่มพิมพ์ eBook และ audiobook แต่ละรูปแบบเองก็ควรมี ISBN แยกด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ISBN จะช่วยให้สามารถติดตามหนังสือในระบบร้านค้า หอสมุด และแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ ทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันความเป็นเจ้าของเนื้อหาซึ่งถือว่าสำคัญมากสำหรับคนที่ทำหนังสือขายเองด้วย
แพลตฟอร์มหลายแห่งจึงให้ ISBN ฟรี อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ควรเช็กเงื่อนไขให้ดี เนื่องจาก ISBN ฟรีจากบางแพลตฟอร์มอาจใช้ได้เฉพาะในแพลตฟอร์มนั้น และชื่อผู้จัดพิมพ์ที่แสดงในระบบยังอาจเป็นชื่อแพลตฟอร์มหรือองค์กรกลางที่ไม่ใช่ชื่อของผู้เขียนเองด้วยนั่นเอง
สำหรับผู้เขียนไทยหมายเลข ISBN สามารถยื่นขอจากหอสมุดแห่งชาติได้ผ่านระบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีเงื่อนไขคือผู้เขียนจะต้องจัดส่งหนังสือไม่ว่าจะในรูปแบบรูปเล่มหรือไฟล์ PDF ก็ตามให้กับหอสมุดแห่งชาติ ตามชนิดเลขที่ทำเรื่องยื่นขอ โดยจำกัดระยะเวลาไว้ภายใน 30 วันนับจากเผยแพร่ ด้วยเหตุนี้ ผู้สนใจจึงควรเตรียมข้อมูลหนังสือให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นตัวชื่อเรื่อง จำนวนหน้า ขนาดหนังสือ หรือรายละเอียดผู้จัดพิมพ์ และหากทำการตีพิมพ์เองก็สามารถระบุชนิดเป็น “Self-published” ได้
Metadata และหมวดหมู่หนังสือ
Metadata คือข้อมูลที่ช่วยให้ร้านค้า ห้องสมุด และแพลตฟอร์มต่างๆ เข้าใจว่าหนังสือคืออะไรและควรถูกจัดไว้ตรงไหน โดยทั่วไปจะประกอบด้วยชื่อเรื่อง, ชื่อรอง, ชื่อผู้เขียน, คำอธิบาย, ISBN, คีย์เวิร์ด และหมวดหมู่ และหากวางขายในต่างประเทศ ก็ยังอาจเจอการเลือก BISAC code ซึ่งเป็นรหัสหมวดหมู่มาตรฐานในอุตสาหกรรมหนังสือ เช่น หนังสือธุรกิจ ผู้ประกอบการ ธุรกิจขนาดเล็ก หรือการสื่อสารทางธุรกิจด้วย
ทั้งนี้การเลือกหมวดหมู่ให้ตรงจะช่วยให้ผู้อ่านค้นเจอหนังสือได้ง่ายขึ้นและช่วยให้แพลตฟอร์มจัดวางหนังสือในกลุ่มที่เหมาะสมได้
7. สร้างร้านออนไลน์ด้วย Shopify
แม้อาจวางขายผ่านช่องทางอื่นอย่าง Shopee, Ookbee หรือร้านหนังสือทั่วไปแล้ว การก่อตั้งหน้าร้านออนไลน์สำหรับขายหนังสือของคุณโดยเฉพาะก็ยังนับเป็นก้าวสำคัญสำหรับการทำหนังสือขายเอง
“หนึ่งในเหตุผลที่เราแนะนำให้ลูกค้าขายเองโดยตรง ก็เพราะแพลตฟอร์มอย่าง Amazon หรือร้านหนังสือทั่วไปจะไม่บอกคุณว่าใครเป็นคนซื้อหนังสือของคุณ” Julie กล่าว “แต่ถ้าคุณขายเองโดยตรง ก็ไม่เพียงแต่จะทำกำไรต่อเล่มได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะได้ข้อมูลของลูกค้าที่ซื้อไปอีกด้วย ถือเป็นข้อได้เปรียบใหญ่เมื่อเทียบกับการขายผ่านช่องทางที่จะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าใครซื้อหนังสือของคุณไป”
การขายตรงช่วยให้ผู้เขียนควบคุมการขายได้มากกว่าการพึ่งมาร์เก็ตเพลสเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในด้านต่างๆ เหล่านี้
- กำไรต่อออร์เดอร์: ไม่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้มาร์เก็ตเพลสอย่างที่ขายผ่านแพลตฟอร์มกลาง
- ข้อมูลลูกค้า: รู้ชื่อ อีเมล และพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มลูกค้าจริง ซึ่งนำไปดูแลความสัมพันธ์ต่อได้
- อีเมลลิสต์: เพิ่มฟอร์มสมัครรับข่าวสารหรือโบนัสพิเศษระหว่างทำการเช็กเอาต์ ได้
- การจัดชุดสินค้า: ขายหนังสือพร้อมลายเซ็น ชุดหนังสือหลายเล่ม เวิร์กบุ๊ก หรือสินค้าประกอบอื่นๆ สามารถทำได้ง่ายขึ้น
Julie เองก็จำหน่ายหนังสือของเธอผ่านร้านค้า Shopify โดยตรงเช่นกัน
“เราลองใช้มาหลายแพลตฟอร์มแล้ว และเราก็ชอบที่ Shopify ออกแบบมาเพื่อให้นักเขียนประสบความสำเร็จได้ง่าย” Julie กล่าว “พอตั้งค่าร้านเสร็จแล้ว นักเขียนจะสามารถจัดการร้านเองได้สบายมาก นอกจากนี้ยังจะช่วยดูแลส่วนของหน้าร้านที่นักเขียนอาจไม่อยากเสียเวลาลงไปจัดการเองด้วย อย่างการทำชุดสินค้าและการขายเพิ่ม”
นอกจากนี้หากนักเขียนต้องการจำหน่ายเล่มพิมพ์ผ่าน Shopify ก็ยังจะสามารถเชื่อมต่อหน้าร้านกับบริการแบบ Print-on-Demand เพื่อให้ระบบพิมพ์และจัดส่งเมื่อมีออร์เดอร์เข้ามา เช่น Lulu Direct หรือผู้ให้บริการอื่นที่รองรับการเชื่อมต่อกับร้านออนไลน์ด้วย
8. ทำการตลาดให้หนังสือของคุณ
การเผยแพร่หนังสือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทำหนังสือขายเอง เพราะการเข้าถึงผู้อ่านยังจะต้องใช้แผนการตลาดแยกต่างหาก
“ไม่ว่าหนังสือคุณจะดีแค่ไหน ถ้าไม่ทำการตลาด ก็ขายไม่ออก” Julie กล่าว
ซึ่งกลยุทธ์การตลาดที่ดีก็ควรสอดคล้องกับกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย ผู้เขียนจึงอาจลองใช้งานวิธีเหล่านี้:
- แชร์ตัวอย่างบนโซเชียลมีเดีย: โพสต์เนื้อหาบางส่วนเพื่อดึงดูดความสนใจ แล้วใส่ลิงก์ไปหน้าซื้อหนังสือ โดยวิดีโอบน Instagram และ TikTok มักเข้าถึงผู้คนได้ดี ในขณะที่ LinkedIn จะเหมาะกับนักเขียนสารคดี ที่ต้องการกล่าวถึงเบื้องหลังกระบวนการ
- ใช้พลังของ BookTok และ Bookstagram: ชุมชนคนอ่านบน TikTok และ Instagram ช่วยให้หนังสือแนวนิยายและหนังสือไลฟ์สไตล์ถูกค้นพบได้มากขึ้น โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่เล่าถึงกระบวนการเขียน ตัวละคร หรือเบื้องหลังแรงบันดาลใจ
- สร้างรีวิวจากผู้อ่านจริง: ก่อนวางขายผู้เขียนอาจทดลองส่ง advance review copies หรือ ARC ให้ beta readers บล็อกเกอร์หนังสือ และผู้อ่านในแนวเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อขอรีวิวแบบตรงไปตรงมา และหลังเปิดขายแล้วก็ยังอาจใช้งานแอปอย่าง Opinew และ Trustify เพื่อรวบรวมและแสดงรีวิวให้ดูน่าเชื่อถือด้วย หรือหากจะรวบรวมรีวิวจาก Shopee, Facebook หรือ LINE Official Account มาช่วยสร้างความน่าไว้ใจก็สามารถทำได้เช่นกัน
- ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์: ผู้เขียนอาจค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานผู้ติดตามตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อขยายการเข้าถึงหนังสือ โดย Micro-influencer ที่มีผู้ติดตามราว 10,000-50,000 คน จะเหมาะกับนักเขียนอิสระ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจ้างวานจะไม่สูงเท่าครีเอเตอร์รายใหญ่ ในขณะที่ก็ยังจะสามารถเข้าถึงชุมชนเฉพาะทางได้โดยตรงด้วย
- ติดต่อสื่อวรรณกรรมหรือพ็อดแคสต์: เสนอสัมภาษณ์หรือรีวิวให้กับเว็บ บล็อก หรือพ็อดแคสต์ที่เกี่ยวข้องกับแนวหนังสือ โดยเบื้องต้นควรจัดเตรียม media kit 1 หน้า ที่มีประวัติผู้เขียน, เรื่องย่อ, ธีมสำคัญ และภาพปกความละเอียดสูงไว้
- สร้าง author platform: ช่องทางที่ควบคุมเอง เช่น เว็บไซต์ อีเมลลิสต์ และโซเชียลมีเดีย จะช่วยให้ผู้เขียนสามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้โดยไม่ต้องพึ่งอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว โดยอาจทดลองเพิ่มของแจก เช่น บทพิเศษ reading guide หรือ checklist เพื่อเชิญชวนด้วย
- สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่า: เพิ่มบล็อกลงในร้าน Shopify เพื่อดึงทราฟฟิกจากกลุ่มผู้อ่านใหม่ พร้อมวางแผนเนื้อหาแบบ SEO เช่น นักเขียนหนังสือธุรกิจอาจเขียนบทความจากหัวข้อในเล่ม หรือผู้เขียนตำราอาหารอาจโพสต์สูตรอาหารที่เกี่ยวข้อง
9. วางกลยุทธ์ราคา
ราคาหนังสือไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่ยังเป็นสัญญาณด้านคุณภาพ ส่งผลต่อค่าลิขสิทธิ์ที่ได้รับ และมีผลต่อการตัดสินใจของอนาคตผู้อ่านที่ยังไม่รู้จักผู้เขียนด้วย
กลยุทธ์การตั้งราคาจึงควรพิจารณาจากรูปแบบหนังสือเป็นหลัก
- eBook: ในตลาดต่างประเทศ eBook ที่ทำขายเองมักตั้งราคาต่ำกว่า 9.99 ดอลลาร์ (ราว 300 บาท) และหลายหมวดอยู่ต่ำกว่า 5.99 ดอลลาร์ (ราว 180 บาท) นอกจากนี้ยังจะเงื่อนไขค่าลิขสิทธิ์ตามช่วงราคาหากวางขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ด้วย ก่อนตั้งราคาผู้เขียนจึงควรทำการตรวจสอบให้ดี
- รูปเล่ม: ต้องคำนวณต้นทุนพิมพ์ต่อเล่ม, ค่าจัดส่ง, ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และกำไรที่ต้องการให้ดี โดย หนังสือปกอ่อนในตลาดต่างประเทศมักมีราคาอยู่ราว 9.99-19.99 ดอลลาร์ (ราว 300-600 บาท) ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าและหมวดหนังสือ ส่วนตลาดไทยควรดูราคาหนังสือในหมวดเดียวกันเป็นหลัก
- ซีรีส์และชุดสินค้า: หากเขียนหนังสือเป็นชุด อาจตั้งราคาเล่มแรกให้เข้าถึงง่ายกว่าเล่มถัดไป หรือขายเป็น bundle ผ่าน Shopify เช่น เล่มพิมพ์พร้อม eBook เวิร์กบุ๊ก หรือฉบับพร้อมลายเซ็น
- โปรโมชัน: ใช้ส่วนลดช่วงเปิดตัว แฟลชเซล หรือคูปองให้ผู้อ่านกลุ่มแรกตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ควรวางช่วงเวลาให้ชัด เพื่อไม่ให้ราคาปกดูไม่น่าเชื่อถือ
วิธีเริ่มที่ง่ายที่สุดคือดูหนังสือขายดีในหมวดย่อยเดียวกัน ทั้ง eBook ปกอ่อน และปกแข็ง แล้วจดช่วงราคาที่พบซ้ำๆ จากนั้นจึงจะตั้งราคาให้อยู่ในกรอบที่ผู้อ่านคุ้นเคย แต่ยังเหลือกำไรหลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว
ทำหนังสือขายเองต้องใช้เงินเท่าไหร่?
แต่ละขั้นตอนของการทำหนังสือขายเองจะมีต้นทุนที่แตกต่างกันไป แต่หากเรียนรู้วิธีลงมือทำบางอย่างด้วยตนเองก็อาจ สามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก ต่อไปนี้จึงจะเป็นขั้นตอนต่างๆ ที่มักมีค่าใช้จ่ายในการทำหนังสือขายเอง
|
ขั้นตอนที่จำเป็น |
ค่าใช้จ่ายโดยมาตรฐาน |
||
|---|---|---|---|
|
ภายในประเทศ |
นานาชาติ |
||
|
การแก้โครงสร้างเนื้อหา |
ค่าบรรณาธิการ |
20,000-50,000 บาทต่อ 60,000 คำ |
ราว 86,400 บาทต่อ 80,000 คำ |
|
การเกลาคำ |
80-150 บาทต่อหน้า |
ราว 64,800 บาทต่อ 80,000 คำ |
|
|
การออกแบบปก |
3,000-15,000+ บาท |
ราว 18,750 - 37,500 บาท |
|
|
ISBN |
ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องส่งหนังสือให้กับหอสมุดแห่งชาติภายใน 30 วันนับจากเผยแพร่ |
ราว 4,100 บาทผ่าน Bowker หรือไม่มีค่าใช้จ่ายผ่าน KDP หรือ Draft2Digital |
|
|
การพิมพ์และจัดส่ง |
ต้นทุนการตีพิมพ์อยู่ที่ 40-200 บาทต่อเล่ม + ค่าส่ง 25-50 บาทต่อเล่ม |
ต้นทุนตีพิมพ์ราว 138 บาทต่อหนังสือปกอ่อนขาวดำ 300 หน้า ต่อเล่ม |
|
|
การทำการตลาด |
ค่าโฆษณาออนไลน์เฉลี่ย 3,000-9,000 บาทต่อเดือน |
ราว 19,080 บาทต่อเดือน |
|
การแก้ไขต้นฉบับ (Editing)
ค่าบรรณาธิการขึ้นอยู่กับประเภทของงาน เช่น การเกลาคำหรือการแก้โครงสร้างเนื้อหาโดยทั่วไปในไทยจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 80-150 บาทต่อหน้า A4 สำหรับการเกลาภาษา และ 150-300 บาทต่อหน้า A4 สำหรับงานที่ต้องปรับโครงสร้างหรือลำดับเนื้อหาใหม่
สำหรับต้นฉบับทั่วไปความยาวประมาณ 60,000 คำ หรือราว 240 หน้า A4 ค่าบริการทั้งหมดจึงอาจอยู่ในช่วงราคา 20,000-50,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเนื้อหาและระดับความละเอียดที่ต้องการ
ทั้งนี้ข้อมูลตลาดฟรีแลนซ์ต่างประเทศในปี 2025 ยังระบุอีกว่าการแก้โครงสร้างเนื้อหาสำหรับต้นฉบับ 80,000 คำอาจมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราว 2,880 ดอลลาร์ (ราว 86,400 บาท)ในขณะที่บริการเกลาคำจะอยู่ที่ราว 2,160 ดอลลาร์ (ราว 64,800 บาท) ตัวเลขนี้จึงจะช่วยเป็นกรอบอ้างอิงได้หากต้องการจ้างบรรณาธิการต่างประเทศหรือทำหนังสือภาษาอังกฤษ
การออกแบบปกและจัดรูปเล่ม
การจ้างนักออกแบบมืออาชีพเพื่อออกแบบปกหนังสือในไทยโดยทั่วไปเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000-10,000 บาท และหากจ้างนักออกแบบที่มีประสบการณ์สูงหรือมีชื่อเสียงก็อาจสูงถึง 15,000 บาทขึ้นไป ในขณะที่ในตลาดต่างประเทศ ค่าออกแบบปกมืออาชีพโดยเฉลี่ยจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 880 ดอลลาร์ (ราว 26,400 บาท) โดยโปรเจกต์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงราคาราว 625-1,250 ดอลลาร์ (ราว 18,750 - 37,500 บาท)
นอกจากนี้ในส่วนของผู้เขียนที่มีพื้นฐานการออกแบบเครื่องมือฟรี เช่น Canva ก็อาจสามารถใช้งานเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้
รวมถึงการจัดรูปเล่ม (Typesetting) ที่หากทำเอง ก็อาจใช้ซอฟต์แวร์ฟรีอย่าง Canva, Affinity Publisher ได้เช่นกัน
พร้อมกันนี้โปรแกรมเฉพาะทางที่มีค่าบริการครั้งเดียว อย่าง Atticus ยังจำหน่ายสิทธิ์แบบซื้อขาดในราคาประมาณ 5,000 บาทสำหรับการจัดรูปเล่มจากต่างประเทศด้วย แต่หากใช้บริการจัดรูปเล่มโดยมืออาชีพ ราคาค่าบริการก็จะอยู่ที่ประมาณ 2,500-8,000 บาท แล้วแต่ความซับซ้อน
ISBN
สำหรับผู้เขียนในไทยเลข ISBN สามารถทำเรื่องขอได้ฟรีจากหอสมุดแห่งชาติผ่านระบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการดังกล่าวผู้เขียนก็ควรเตรียมข้อมูลหนังสือให้พร้อม เช่น ชื่อเรื่อง จำนวนหน้า ขนาดหนังสือ และรายละเอียดผู้จัดพิมพ์ และหากจัดพิมพ์เองก็ควรระบุประเภทเป็น “Self-published”
และหากทำหนังสือเพื่อจำหน่ายในสหรัฐฯ ผู้เขียนบางรายอาจซื้อ ISBN ผ่านหน่วยงานทางการของประเทศนั้นๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อเลข และมักมีแพ็กหลายเลขสำหรับคนที่ต้องการออกหลายฟอร์แมต เช่น ปกอ่อน ปกแข็ง eBook และ audiobook ด้วย
การพิมพ์และจัดส่ง
การตีพิมพ์หนังสือแบบรูปเล่มจริงในไทยจะมีค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าและจำนวนการพิมพ์ โดยตัวอย่างราคาจากโรงพิมพ์ทั่วไปจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:
- หนังสือขนาด A5 ขาวดำ 100 หน้า จำนวน 100 เล่ม ราคาประมาณ 40-60 บาทต่อเล่ม
- หนังสือขนาด A5 300 หน้า ขาวดำ ปก 4 สี จำนวน 100 เล่ม ราคาประมาณ 80-120 บาทต่อเล่ม
- ถ้าพิมพ์น้อยกว่า 50 เล่ม ราคาต่อเล่มอาจสูงขึ้นถึง 150-200 บาทต่อเล่ม
นอกจากนี้ค่าจัดส่งจะขึ้นอยู่กับขนาดหนังสือและน้ำหนัก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25-50 บาทต่อเล่ม หากส่งแบบพัสดุลงทะเบียนหรือ Kerry/Flash Express
ในขณะเดียวกันสำหรับแพลตฟอร์ม POD ต่างประเทศ ต้นทุนจะคำนวณตามจำนวนหน้า สีหมึก และขนาดเล่ม ตัวอย่างเช่น หนังสือปกอ่อนขาวดำ 300 หน้าอาจมีต้นทุนพิมพ์ต่อเล่มราว 4.60 ดอลลาร์บนบางแพลตฟอร์ม ซึ่งยังจะต้องนำมาคิดรวมกับค่าจัดส่งและค่าธรรมเนียมก่อนตั้งราคาอีกครั้ง
การทำการตลาด
ในด้านการทำการตลาดแม้จะทำเองแต่ก็เป็นกระบวนการที่มักมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น:
- ค่าโฆษณาบน Facebook หรือ Instagram เริ่มต้นที่ประมาณ 100-300 บาทต่อวัน
- ค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์รีวิวหนังสือบน TikTok หรือ YouTube เริ่มต้นที่ประมาณ 500-2,000 บาทต่อคน แล้วแต่จำนวนผู้ติดตาม
- การทำหน้าเว็บไซต์หรือ Landing Page ด้วย Shopify จะมีค่าธรรมเนียมรายเดือนเริ่มต้นที่ 25 ดอลลาร์ หรือประมาณ 900 บาท
- นอกจากนี้หากต้องการโฆษณาในนิตยสารหรือเว็บไซต์วรรณกรรม ค่าใช้จ่ายอาจสามารถพุ่งถึง 5,000-20,000 บาทต่อชิ้นโดยขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของสื่อ
แบบสำรวจนักเขียนอิสระในต่างประเทศปี 2025 พบว่าค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 636 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 19,080 บาท) แต่ตัวเลขนี้ก็แตกต่างกันมากน้อยตามรายได้ เป้าหมาย และแนวหนังสือ หมายความว่านักเขียนหน้าใหม่อาจเริ่มจากงบเล็กๆ แล้วค่อยเพิ่มเติมเมื่อรู้ว่าช่องทางไหนสร้างคอนเวิร์สชันได้ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำหนังสือขายเอง
ทำหนังสือขายเองโดยเฉลี่ยแล้วต้องใช้เงินเท่าไหร่?
ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเนื้อหาและขนาดหนังสือ ถ้าลงมือทำเองเกือบทุกอย่าง (DIY) งบโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 180,000-220,000 บาท แต่หากต้องการให้คุณภาพเทียบเท่าหนังสือจากสำนักพิมพ์แบบมืออาชีพ ค่าทำหนังสือก็อาจสูงถึง 550,000-750,000 บาท ทั้งนี้ หากเลือกทำแบบประหยัดมาก เช่น ใช้แพลตฟอร์มฟรี ออกแบบเอง และไม่พิมพ์สต๊อก ต้นทุนเริ่มต้นก็อาจต่ำกว่านี้มากเช่นกัน
ยากหรือไม่ หากจะทำหนังสือขายเอง?
การทำหนังสือขายเองใช้เวลาน้อยกว่าการส่งให้สำนักพิมพ์ แต่ต้องดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่การสรรหาบรรณาธิการ, ออกแบบปก, เลือกแพลตฟอร์ม, จัดรูปเล่ม ไปจนถึงทำการตลาด หากต้องการให้หนังสือขายได้จริง จึงจำเป็นจะต้องลงทุนทั้งเวลา แรง และงบประมาณอย่างเต็มที่
จำเป็นต้องจดลิขสิทธิ์หนังสือที่ทำขายเองหรือไม่?
ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย งานเขียนจะได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติตั้งแต่เผยแพร่ครั้งแรก แต่หากต้องการความมั่นใจมากขึ้น สามารถจดทะเบียนลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ โดยเฉพาะหากวางแผนเผยแพร่ไปยังต่างประเทศที่ไม่รองรับระบบคุ้มครองอัตโนมัติ
ทำหนังสือขายเองแบบไม่มีค่าใช้จ่ายได้ไหม?
ได้ในบางกรณี เนื่องจากแพลตฟอร์มทำหนังสือขายเองหลายแห่งให้ผู้เขียนอัปโหลดและขายหนังสือได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมล่วงหน้า โดยเฉพาะ eBook หรือบริการ Print-on-Demand ที่จะหักต้นทุนก็ต่อเมื่อมีออร์เดอร์จริง อย่างไรก็ตาม การจ้างบรรณาธิการ, นักออกแบบปก, นักจัดรูปเล่ม หรือทำโฆษณาก็ยังจะต้องมีค่าใช้จ่าย
หนังสือที่ทำขายเองทำเงินได้จริงไหม?
ทำเงินได้ แต่รายได้ต่างกันมาก โดยนักเขียนบางรายก็อาจได้เพียงรายได้เสริมเล็กน้อยต่อเดือน ขณะที่บางรายก็อาจสร้างรายได้หลักจากแค็ตตาล็อกหลายเล่ม, คอร์ส, สินค้าดิจิทัล หรือการขายตรงผ่านร้านของตัวเอง ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญคือแนวหนังสือ, คุณภาพงาน, ฐานผู้อ่าน, ราคา, ช่องทางขาย รวมถึงการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง

