เมื่อเลือกจุดขายที่จะมุ่งเน้น ติดต่อซัพพลายเออร์เรียบร้อย และเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใช่แล้ว และกำลังจะเปิดตัว Marketplace สินค้าเครื่องเขียนในฝันได้แล้ว คุณอาจพบว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เลือกใช้ไม่รองรับการบริหารร้านค้าแบบหลายผู้ขาย อาจเพราะไม่สามารถแบ่งรายได้ระหว่างเจ้าของ Marketplace กับผู้ขายได้ หรือไม่มีระบบบัญชีผู้ขายที่อำนวยความสะดวกในการจัดการสินค้าและยอดขายได้เอง นี่จึงจะเป็นจุดที่แพลตฟอร์ม Marketplace แบบหลายผู้ขายเข้ามามีบทบาท
เพราะด้วยซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม การเปลี่ยนร้านค้าอีคอมเมิร์ซให้กลายเป็น Marketplace ออนไลน์ที่รองรับผู้ขายและสินค้าจากบุคคลที่สามได้หลากหลายก็สามารถเป็นไปได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดที่ซับซ้อน นอกจากนี้ยังหมายความว่าผู้สร้างจะไม่ต้องทำงานเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ขายจะสามารถบริหารร้านค้าของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือด้วย
มาเรียนรู้วิธีเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมเพื่อเปิดตัว Marketplace ไปด้วยกัน
Marketplace อีคอมเมิร์ซคืออะไร
Marketplace อีคอมเมิร์ซคือเว็บไซต์ที่ผู้ขายหลายรายจำหน่ายสินค้าหรือบริการในที่เดียวกัน โดยหากจะให้เห็นภาพชัดที่สุดก็อาจลองจินตนาการถึงห้างสรรพสินค้าออนไลน์ ที่แม้ร้านค้าหลายแห่งจะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ก็ดำเนินการแยกเป็นอิสระจากกัน โดยเจ้าของ Marketplace จะสร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกันไปทั่วทั้งเว็บไซต์ แต่โดยทั่วไปจะไม่จัดการเรื่องสินค้าคงคลัง เนื่องจากนับเป็นหน้าที่ของผู้ขายแต่ละราย
Marketplace ออนไลน์มี 2 ประเภทหลัก คือแนวนอน (Horizontal Marketplace) และแนวดิ่ง (Vertical Marketplace) ตัวอย่างเช่น Amazon และ Shop เป็น Marketplace อีคอมเมิร์ซแนวนอนที่แบรนด์หลากหลายจำหน่ายสินค้าในหมวดหมู่ต่าง ๆ คล้ายกับร้านค้าแบบครบวงจรที่ซื้อได้ทุกอย่างตั้งแต่เสื้อโค้ทกันหนาวไปจนถึงเครื่องมือช่าง ในขณะที่ Marketplace แนวดิ่ง เช่น Poshmark จะจำหน่ายสินค้าประเภทเดียวกันหรือที่คล้ายคลึงกัน ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง Fiverr รวบรวมการให้บริการไว้ในที่เดียว
แต่ Marketplace ก็ไม่ได้มีแต่ผู้เล่นรายใหญ่เท่านั้นที่สร้าง ตัวอย่างเช่น WellRabbit ที่เป็น Marketplace ขนาดเล็กสำหรับอาหารเสริมที่ผ่านการรับรองจากแพทย์ ดังนั้นหากต้องการสร้าง Marketplace แบบหลายผู้ขายเอง อาจจ้างผู้เชี่ยวชาญมาเขียนโค้ดทั้งโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น ใช้ปลั๊กอินบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีอยู่ หรือใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขาย
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขายคืออะไร
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขายคือซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งที่ช่วยให้สร้าง Marketplace สำหรับการจำหน่ายสินค้าหรือบริการจากธุรกิจหลายแห่งในเว็บไซต์เดียว เนื่องจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทั่วไปอาจไม่มีความสามารถที่จำเป็นในการบริหาร Marketplace
ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มแบบหลายผู้ขายมีพอร์ทัลแยกให้ผู้ขายแต่ละรายจัดการร้านค้าของตนเอง และเมื่อลูกค้าซื้อสินค้า ผู้ขายจะได้รับเงินที่หักค่าธรรมเนียมหรือเปอร์เซ็นต์จากยอดขายที่ Marketplace เก็บไว้
ปัจจัยสำคัญในการเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขาย
เว็บไซต์ Marketplaceโดยทั่วไปมีความซับซ้อนทางเทคนิคในการตั้งค่ามากกว่าร้านค้าอีคอมเมิร์ซแบบผู้ขายเดียว การใช้งานปลั๊กอินหรือการร่วมงานกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขายจึงจะสามารถจัดการงานด้านหลังบ้านนี้ให้ได้ โดยควรลองพิจารณาฟีเจอร์สำคัญเหล่านี้เมื่อเลือกแพลตฟอร์ม Marketplace แบบหลายผู้ขาย
ความง่ายในการใช้งาน
แพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายช่วยให้ตั้งค่าและจัดการร้านค้าได้โดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิค โดยผู้ประกอบการควรมองหาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม Marketplace ที่มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย เชื่อมต่อกับระบบที่มีอยู่ได้ รวมถึงทำให้กระบวนการลงทะเบียนผู้ขายเป็นเรื่องง่าย ซึ่งบางแพลตฟอร์มอาจเชื่อมต่อกับผู้ขายให้ด้วย ทำให้การตั้งค่า Marketplace ออนไลน์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ในส่วนของผู้ซื้อ ควรเลือกแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างเว็บไซต์ที่ไม่รกรุงรัง นำทางง่าย และจัดระเบียบดี ทั้งนี้เพราะอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายจะทำให้ประสบการณ์การช็อปปิ้งน่าพึงพอใจสำหรับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
การชำระเงิน
ระบบการชำระเงินจะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ขายว่าจะขายใน Marketplace หรือไม่ ตั้งแต่คำถามที่ว่าแพลตฟอร์มที่เลือกจะเก็บค่าธรรมเนียมอัตโนมัติหรือเปล่า ไปจนถึงว่าผู้ขายจะได้รับเงินเร็วแค่ไหนหลังจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้า เมื่อสำรวจตัวเลือกต่าง ๆ แล้ว ก็ต้องแน่ใจว่าจะเลือกแพลตฟอร์มที่ไม่เพิ่มภาระงานให้กับทั้งเจ้าของ Marketplace และผู้ขาย
นอกจากนี้ก็ควรมองหาแพลตฟอร์มที่รองรับเกตเวย์การชำระเงินหลายช่องทางด้วย (เช่น Apple Pay, Square และ PayPal) รวมถึงการรองรับหลายสกุลเงิน เพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าได้หลากหลาย
การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลที่แข็งแกร่งสามารถบ่งบอกสุขภาพของธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้ เนื่องจากข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำเกี่ยวกับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์, อัตรากำไร, กระบวนการการจัดส่ง และการจัดการคำสั่งซื้อ ประสิทธิภาพของผู้ขาย รวมไปถึงความต้องการของผู้บริโภค และอื่น ๆ จะเผยให้เห็นว่าต้องเปลี่ยนกลยุทธ์หรือสามารถดำเนินต่อไปตามเดิม ตัวอย่างเช่น หากโฆษณาชุดสินค้าเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมหน้าแลนดิ้งเพจ ก็อาจนำเสนอชุดสินค้าเหล่านั้นในตำแหน่งที่เด่นชัดขึ้นบนเว็บไซต์
แพลตฟอร์มแต่ละแห่งให้การวิเคราะห์ข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรรู้ว่าเป้าหมายและตัวชี้วัดใดสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์ม
ความสามารถในการขยายตัว
Marketplace ออนไลน์ที่ขยายตัวได้จะเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ ผู้สร้างจึงควรตัดสินใจว่าแพลตฟอร์ม Marketplace แบบหลายผู้ขายเป็นโซลูชันที่ครอบคลุมหรือไม่ โดยดูที่ข้อจำกัดจำนวนผู้ขาย กระบวนการเริ่มต้นใช้งาน การสนับสนุนการจัดส่ง การจัดการสินค้าคงคลังขั้นสูง รวมถึงฟีเจอร์สำคัญอื่น ๆ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขายชั้นนำ
ไม่ว่าจะต้องการสร้างแพลตฟอร์มเครื่องสำอางเฉพาะกลุ่มหรือร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์แห่งต่อไป นี่คือแพลตฟอร์ม Marketplace แบบหลายผู้ขายที่ดีที่สุด เพื่อทำให้ฝันเป็นจริง
Multi Vendor Marketplace
Shopify Multi Vendor Marketplace สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ใช้โดยเป็นแอปที่ดาวน์โหลดได้จาก Shopify App Store เพื่อเปลี่ยนร้านค้าอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันให้กลายเป็นร้านค้าแบบหลายผู้ขาย แอปพลิเคชันนี้ใช้ได้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ Marketplace ให้เช่าไปจนถึงเว็บไซต์ประมูล โดยให้ความยืดหยุ่นในการเข้าสู่ตลาดใดก็ได้ ทั้งยังสามารถผสานรวมโปรไฟล์ร้านค้าจาก Marketplaceใหญ่อย่าง Etsy และอัปโหลดสินค้าคงคลังจากผู้ขายเป็นกลุ่มโดยผ่านไฟล์ CSV ได้ นอกจากนี้การผสานรวม ChatGPT ยังจะช่วยเขียนคำอธิบายสินค้าได้อีกด้วย
ราคา: Multi Vendor Marketplace มีแพ็กเกจ Basic สำหรับผู้ขาย 3 รายในราคา 15 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 450 บาท) แพ็กเกจ Executive สำหรับผู้ขาย 10 รายในราคา 40 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 1200 บาท) และแพ็กเกจ Pro สำหรับผู้ขายไม่จำกัดในราคา 60 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 1800 บาท) พร้อมระยะทดลองใช้ฟรี 15 วัน ในทุกแพ็คเกจ
CS-Cart Multi-Vendor
CS-Cart Multi-Vendor รองรับ 26 ภาษาและตัวเลือกเกตเวย์การชำระเงินหลายช่องทาง รวมถึงอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งยานยนต์ เสื้อผ้า รองเท้า และศิลปะ พร้อมทั้งสามารถปรับแต่งสิทธิ์ผู้ดูแลระบบเพื่ออนุญาตให้ผู้ใช้หรือกลุ่มเฉพาะเข้าถึงฟีเจอร์บางอย่างได้ ทำให้การจัดการผู้ขายหลายรายทำได้ดีขึ้น
โดย Wizard ตั้งค่าเริ่มต้นจะให้คำแนะนำทีละขั้นตอนสำหรับผู้ขายใหม่ พร้อมทั้งซอฟต์แวร์ที่มีระบบส่งข้อความในตัวเพื่อการสื่อสารที่ง่ายดายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายด้วย
ราคา: CS-Cart มีแพ็กเกจ Marketplace Builder On-Premises ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมหรือข้อจำกัดจำนวนรายการสินค้า โดยแพ็กเกจมีราคาอยู่ระหว่าง 49.99 ถึง 249.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 1500-7500 บาท เรียกเก็บรายปี) ในขณะที่แพ็กเกจคลาวด์อยู่ระหว่าง 95 ถึง 295 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 2850-8850 บาท เรียกเก็บรายเดือน)
Marketplacer
Marketplacer เป็นโซลูชัน Marketplace แบบหลายผู้ขายที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับการขายระดับโลก และเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลายแห่ง รวมถึงมีตัวเลือกการประมวลผลการชำระเงินหลายช่องทาง โดย Marketplacer มีหน้าร้านที่ปรับแต่งได้และอินเทอร์เฟซการเขียนโปรแกรมแอปพลิเคชัน (Application Programming Interfaces หรือ API) หลากหลาย พร้อมทั้งฟังก์ชัน Marketplace เพิ่มเติมที่รวมถึงการจัดการสินค้าคงคลัง ระบบรีวิว และการปรับให้เหมาะกับมือถือสำหรับผู้ที่ต้องการช็อปปิ้งหรือจัดการร้านค้าผ่านสมาร์ตโฟนด้วย
ราคา: สามารถติดต่อทีมขายของ Marketplacer เพื่อลงทะเบียนทดลองใช้งานและหารือเรื่องราคา ค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าดำเนินการครั้งเดียวตามความซับซ้อนของ Marketplace ได้ ซึ่งค่าธรรมเนียมรายเดือน และเปอร์เซ็นต์จะคิดจากปริมาณธุรกรรมทั้งหมด
CedCommerce
CedCommerce ถูกออกแบบมาเพื่อผสานรวมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม ทั้ง Shopify, WooCommerce และ Magento สามารถช่วยเปลี่ยนร้านค้าที่มีอยู่ให้กลายเป็น Marketplace แบบหลายผู้ขายที่ประสบความสำเร็จ โดยเน้นการปรับแต่งเป็นหลัก ซึ่งจะสามารถปรับแต่งการลงทะเบียนผู้ขาย อัตราค่าคอมมิชชัน และกระบวนการการจัดส่งให้เหมาะกับผู้ขายหลายรายได้
ราคา: ราคาของ CedCommerce ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและขนาดของ Marketplace ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถนัดหมายเพื่อโทรศัพท์หารือกับทีมขายของ CedCommerce เพื่อขอใบเสนอราคาได้
Yo!Kart
Yo!Kart เป็นตัวเลือกซอฟต์แวร์ Marketplace แบบหลายผู้ขายที่ดีหากต้องการเริ่ม Marketplace แบบแนวดิ่ง เนื่องจากแดชบอร์ดของซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะช่วยในการจัดการผู้ขายหลายราย ติดตามโฆษณา และปรับแต่งหน้าร้านให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละแบรนด์ ทั้งยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติมอย่างการอัปโหลดสินค้าเป็นกลุ่ม, การรองรับหลายภาษา, เกตเวย์การชำระเงินแบบบูรณาการ รวมถึงแอปมือถือเฉพาะสำหรับจัดการ Marketplace ด้วย
ราคา: Yo!Kart มีแพ็กเกจตลอดชีพเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ (ราว 30,000 บาท) แต่มักมีโปรโมชันลดราคาบ่อยครั้ง
Nautical Commerce
Nautical Commerce เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย ออกแบบมาเพื่อช่วยสร้างและจัดการ Marketplace ออนไลน์ที่น่าสนใจ รองรับฟีเจอร์ Marketplace ที่จำเป็น เช่น หลายสกุลเงิน หลายภาษา และเกตเวย์การชำระเงินหลายช่องทาง เพื่อให้สามารถเริ่มต้นใช้งานกับผู้ขายอิสระหลายรายจากประเทศต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยตัวเลือกการจัดการผู้ขายมีตั้งแต่เทมเพลตสัญญาผู้ขายแต่ละราย ระบบอนุมัติสินค้าเพื่อจัดการสิ่งที่ขาย ไปจนถึงวิธีการออกใบแจ้งหนี้หลายรูปแบบเพื่อจ่ายเงินให้ผู้ขายด้วย
ราคา: Nautical Commerce มีทดลองใช้ฟรีเพื่อทำความคุ้นเคยกับฟีเจอร์ต่าง ๆ ติดต่อทีมงานเพื่อหารือเรื่องราคา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขาย
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใดรองรับผู้ขายหลายราย
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลายแห่ง รวมถึงตัวเลือกยอดนิยมอย่าง Shopify ช่วยให้เปลี่ยนเว็บไซต์ให้กลายเป็น Marketplace แบบหลายผู้ขายได้ โดยหากมีร้านค้า Shopify และต้องการเปิดให้ผู้ขายหลายรายเข้าร่วม ให้ใช้แอป Multi Vendor Marketplace
อีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขายคืออะไร
อีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขายคือโมเดล Marketplace ออนไลน์ที่ให้ธุรกิจหลายแห่งจำหน่ายสินค้าหรือบริการภายในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ลูกค้าสามารถเรียกดูผู้ขายหลายรายและชำระเงินได้ด้วยตะกร้าเดียว
Shopify เหมาะกับอีคอมเมิร์ซแบบหลายผู้ขายหรือไม่
แม้ว่า Shopify จะไม่มีฟังก์ชันแบบหลายผู้ขายในตัว ผู้ประกอบการก็ยังสามารถใช้แพลตฟอร์มและแอปแบบหลายผู้ขายจากบุคคลที่สาม (เช่น Multi Vendor Marketplace) เพื่อเปลี่ยนร้านค้าออนไลน์ให้กลายเป็น Marketplace แบบหลายผู้ขายได้

